dot dot
17 วัน สปิติวัลเล่ย์
            
 
คำเตือน

โปรดอ่าน
ก่อนจองทัวร์
เป็นทริปราคาสูง เพราะไปหลายวัน  
ทริปนี้ โหดและลำบากมาก ในทุกๆด้าน นั่งรถนาน เส้นทางหวาดเสียว ปวดหลัง เมื่อยตูด
ปวดหัว เวียนหัว นอนไม่หลับ ปวดท้อง แน่นท้อง อ้วกบ้างบางที  
บางวันต้องอดทนกับอาการแพ้ความสูง ที่ระดับความสูง 4,000-5,000 เมตร ออกซิเจนบางเบา
บางคืนพักสบาย รีสอร์ทหรู โรงแรมดี  //  บางคืนพักแค้มป์ นอนเต้นท์ ไม่ได้อาบน้ำ
บางคืนต้องพัก โฮมสเตย์ นอนบ้านดิน ส้วมหลุม ไม่มีห้องน้ำ 
หลายมื้อที่ ต้องกินอาหารพื้นเมือง ที่คนไทยกินไม่ค่อยได้ เช่น แกงถั่ว แกงผัก แบบแขกๆ 
ไข่เจียว มาม่า เจอมันทุกวัน ถ้ากินอย่างอื่นไม่ได้
ลีดเดอร์ ทำอาหารไทยให้กินได้เป็นบางวัน (ถ้าไม่ป่วยเพราะแพ้ความสูง ไปเสียก่อน)
พอแล้ว เลิกเตือน เดี๋ยวไม่มีคนไปด้วย  !!!
            
 

เที่ยว SPITI VALLEY     ใจไม่รักไปไม่ได้

 
ยิ่งกว่าคำว่า เจาะลึก กับอารยธรรมที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาไกลโพ้น
ชวนไปถ่ายรูป ใช้เวลาเต็มเหนี่ยว แสงเช้า แสงเย็น แสงดาว 
ทางช้างเผือก ท้องทุ่งกว้าง แม่น้ำสีฟ้า ท้องฟ้าสีเงิน
นอนโฮมสเตย์ สัมผัสวิถีชีวิต ในดินแดนที่น้อยคนนักจะได้ไปเยือน
หุบเขาสปิติ เส้นทางตอนเหนือของอินเดีย ในรัฐหิมาจัลประเทศ ติดทิเบต ติดเทือกเขาหิมาลัย
 

ภาพนี้ copy มาจาก http://lyfisaadventure.blogspot.com/2016/01/key-monastery.html

       
ทัวร์อินเดีย ..
17 วัน สปิติวัลเล่ย์
8-24 กันยายน 2560
17 วัน 16 คืน
เปิดรับ 14 ท่าน เท่านั้น
*กี่คนก็ไป ไม่รอขั้นต่ำ ใจมันอยากไป 
63,000 บาท
  
*
ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน
             
  หุบเขาสปิติ หรือ สปิติวัลเล่ย์ เส้นทางตอนเหนือใน รัฐหิมาจัลประเทศ
ประเทศอินเดีย ติดทิเบต ติดเทือกเขาหิมาลัย เป็นดินแดนที่ยากต่อการเข้าถึง 
ไม่มีเครื่องบิน บินตรงสู่เมืองนี้ ต้องนั่งรถเข้าไปเท่านั้น
สองข้างทางที่ต้องผ่านเข้าไปในแต่ละเมือง สวยงามมากอย่าน่าอัศจรรย์
มีอารยธรรมที่แต่งต่างและแปลกตา เหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกใบหนึ่ง
ครั้งหนึ่งในชีวิต ควรไปให้ได้สักครั้ง
              
จุดนัดพบ 
วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560
เวลา 17.00 น. (ห้าโมงเย็น)
สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 7 บริเวณที่นั่งหน้าประตู .. Row W
            
โปรแกรมการเดินทาง
    
วันแรก  วันศุกร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560
เที่ยวบิน ระหว่างประเทศ
9W63
    bangkok-delhi
     เวลา 21.10-23.15
  17.00 น. พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ 
เมื่อทุกท่านมากันพร้อม ทีมงานจะพาไปที่เคาน์เตอร์สายการบิน 
เพื่อเช็คอินบัตรโดยสารและโหลดสัมภาระ 
*รับ O2 ออกซิเจน แพ็คใสกระเป๋าใครกระเป๋ามัน คนละ 2 กระป๋อง
*สามารถโหลดกระเป๋าได้หนัก ไม่เกิน 20 กิโลกรัม
เช็คอินเสร็จแล้ว แยกย้ายกันเข้าด้านใน ผ่าน ตม. รอขึ้นเครื่องพร้อมกัน
ปลา' Tour Leader พาเที่ยว
O2 ออกซิเจน แจกที่สนามบิน
  21.10 น. ได้เวลาเครื่องออก เดินทางสู่ประเทศอินเดีย 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง   กินอาหารค่ำ บนเครื่องบิน
23.15 น. ถึงแผ่นดินอินเดียท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงนิวเดลี
รับกระเป๋า นั่งๆนอนๆ รอต่อเครื่องตอนเช้ามืด
                
วันที่สอง วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560
เที่ยวบิน ภายในประเทศ
9W7179
    delhi-chandigarh
     เวลา 06.20-07.35
เส้นทาง delhi-chandigarh-Shimla
เดินทาง del-chandigarh นั่งเครื่องประมาณ 1 ชม.
chandigarh-shimla นั่งรถ 4-5 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Sukhsagar Regency 
(3 ดาว) , SHIMLA
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  กินอาหารเช้าที่สนามบิน  *ค่าอาหารไม่รวมในค่าทัวร์
06.20 น. ได้เวลาเครื่องออก เดินทางสู่เมืองจันดิการ์ Chandigarh Airport 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
07.35 น. ถึงสนามบินจันดิการ์ รถมารับเดินทางต่อสู่เมืองซิมลา 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง
รถที่เราใช้ตลอดการเดินทาง นั่งคันละ 3-4 คน เต็นท์ห้องน้ำของเรา ปวดฉี่จอดได้ทันที
เมืองซิมลา เมืองซิมลา ยามค่ำคืน
 

เมืองซิมลา Shimla   เป็นเมืองหลวงของรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) 
ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งที่อยู่ในเขตเทือกเขาหิมาลัย เป็นรัฐชายแดนของอินเดีย 

มีพื้นที่ติดต่อกับทิเบตทางทิศตะวันออก เมืองซิมลา เป็นเมืองที่อังกฤษใช้เป็น 
เมืองหลวงในฤดูร้อน (Summer Capital) ในสมัยที่ปกครองอินเดีย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1864 
เป็นเมืองที่มีความเป็นสหราชอาณาจักร แทรกซึมอยู่มากมาย ทั้งสถาปัตยกรรมของ
อาคารบ้านเมือง เป็นที่รู้จักในชื่อ เมืองแห่งรีสอร์ท 
เป็นสถานที่ตากอากาศของชาวอินเดีย
เพราะอากาศดีในฤดูร้อน และทัศนียภาพสวยงามมากในฤดูหนาว 
นอกจากนั้น ในฤดูใบไม้ผลิยังสะพรั่งด้วยดอกไม้หลากสีสัน นานาพันธุ์ 
ทำให้เมืองซิมลา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดปี
  เดินทางถึง เมืองซิมลา เข้าสู่โรงแรมที่พัก  
กินอาหารกลางวัน
ช่วงบ่าย เดินเที่ยว ถ่ายรูป ในเมืองตามอัธยาศัย
เย็นถึงค่ำ- กินอาหารค่ำ
แล้วรีบเข้านอนเก็บแรงไว้ไปสัมผัสเสน่ห์ของอินเดียแบบเต็มๆในวันรุ่งขึ้น
                 
วันที่สาม วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง shimla-sarahan
เดินทาง shimla-saharan  นั่งรถทั้งวัน
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Shrikhand 
(Hill Resort) , SARAHAN
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้าที่โรงแรม อิ่มแล้วออกเดินทางกันเลย
มุ่งหน้าสู่ Sarahan *ใช้เวลาเดินทางทั้งวัน ประมาณ 6-7 ชั่วโมง
ระหว่างทาง ผ่านเมืองต่างๆ แวะเที่ยวไปเรื่อยๆ
  เมือง Narkanda   เมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการปลูกแอปเปิ้ล ที่นี่ถูกเรียกว่าเป็นประตู 
สู่เมืองแอปเปิ้ล Gateway of apple country 
ยอดเขา Hattu Peak   ชมความงามของป่าไม้แน่นขนัดและแนวเทือกเขาหิมาลัย
มีวัดเก่าแก่ชื่อ Hatto Mata Temple 
ฤดูกาลเก็บแอปเปิ้ล   ยอดเขา Hattu Peak
 

ผ่าน เมืองรามปูร์  (Rampur) เมืองนี้เมื่อก่อนเป็นศูนย์กลางการค้า ที่มีทั้งชาวจีน ทิเบต และ 
ลาดักห์ เข้ามาค้าขาย เป็นเส้นทางการค้าโบราณที่สำคัญ 
บนเส้นทาง ฮินดูสถานไฮเวย์-ทิเบต

ในปัจจุบันเมืองรามปูร์ ก็ยังเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดของเมืองซิมลา 
จากนั้นผ่านเมือง Jeori และเดินทางถึงเมือง Sarahan ในที่สุด

  แวะกินอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารพื้นเมืองระหว่างทาง 

เย็นถึงค่ำ- เข้าสู่ที่พัก กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน

          
วันที่สี่ วันจันทร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง sarahan-wangtu-sangla
เดินทาง saharan-sangla นั่งรถ 5-6 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Prakash Regency 
(Hill Resort) , SANGLA
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้าที่โรงแรม อิ่มแล้วออกเดินทางกันเลย
มุ่งหน้าสู่ Sangla *ใช้เวลาเดินทางทั้งวัน ประมาณ 5-6 ชั่วโมง
ระหว่างทาง ผ่านเมืองต่างๆ แวะเที่ยวไปเรื่อยๆ
  วัด Bhima Kali Temple   เป็นวัดฮินดูที่มีความสำคัญ ถูกสร้างขึ้นเพื่อบูชาเจ้าแม่กาลี
สะพาน Wangtu Bridge   สะพานข้ามแม่น้ำที่เป็นแลนด์มาร์ค ใครมาต้องแวะชม 

เมือง Karcham   ผ่านเขื่อนที่มีการกักน้ำเพื่อนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า หลังจากกระแสน้ำ

ไหลผ่านประตูเขื่อน น้ำจะถูกส่งกลับไปที่แม่น้ำ Sutlej โดยคลองส่งน้ำที่มีความยาว 1.2 กม.

 วัด Bhima Kali Temple เส้นทางเรียบผา อันน่าหวาดเสียว 
วัดพุทธ แห่งเดียวในหมู่บ้าน หมู่บ้านแซงลา
  เมืองแซงลา  (Sangla) เมืองสวยในหุบเขาบาสป้า หรือหุบเขาแซงลาในเขตคินนัวร์
ตั้งอยู่บนความสูง 2,700 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าสน ลำธาร ไร่แอปเปิ้ล และสวนเชอร์รี่
หุบเขาแซงลา ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหุบเขาที่สวยที่สุดในเทือกเขาหิมาลัย ที่ซึ่งได้ชื่อว่า 
เป็นที่ประทับของพระเจ้า 
ในภาษาธิเบต คำว่า sang แปลว่า แสง ส่วนคำว่า la แปลว่า ทางผ่าน

ดังนั้น Sangla จึงแปลว่า ทางเดินของแสง นั่นเอง

  แวะกินอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารพื้นเมืองระหว่างทาง 
ช่วงบ่าย- เดินทางถึงเมือง Sangla เข้าสู่ที่พัก  
แล้วไปเดินเที่ยวถ่ายรูปกันที่ วัดฮินดู วัดพุทธ และตลาดในหมู่บ้าน
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
                
วันที่ห้า วันอังคารที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง sangla-chitkul
เดินทาง sangla-chitkul นั่งรถ 2-3 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Samaa Resorts 
(Hill Resort) , CHITKUL
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้าที่โรงแรม อิ่มแล้วออกเดินทางกันเลย
มุ่งหน้าสู่ หมู่บ้าน Chitkul *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง
ระหว่างเดินทางเพลิดเพลินกับวิวแม่น้ำ Baspa ที่เชื่อมต่อจากแม่น้ำ Sutlej
เดินทางถึง หมู่บ่าน Chitkul เข้าสู่ที่พัก  
กินอาหารกลางวัน 
ความสวยงามของ แม่น้ำ Baspa หมู่บ่าน Chitkul อันเงียบสงบ
  หมู่บ้าน Chitkul   เป็นมืองชายแดนที่ติดกับธิเบต สำหรับชาวอินเดีย หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้าน
สุดท้ายที่จะผ่านเข้ามาโดยไม่ต้องใช้ใบอนุญาต ทางหลวงอินเดียก็สิ้นสุดลงที่เมืองนิ้
  ช่วงบ่ายถึงเย็น- ให้เวลาอิสระ ดื่มด่ำธรรมชาติอันบริสุทธิ์ให้เต็มที่ในเมือง
ไปเที่ยววัดฮินดู ถ่ายรูปและชมท้องทุ่งข้าวสาลีรอบๆ ตามอัธยาศัย
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
                  
วันที่หก วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง chitkul-kalpa
เดินทาง chitkul-kalpa นั่งรถ 3-4 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Kinner Villa 
(Hill Resort) , KALPA
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้าที่โรงแรม อิ่มแล้วออกเดินทางกันเลย
มุ่งหน้าสู่ เมืองคัลปา Kalpa *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
กินอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารในตัวเมืองคัลป้า 
ทำเรื่องใบ permit ขอเข้าเขตแดน สปิติวัลเลย์
ต่อคิว ถ่ายรูป ทีละคน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ออกใบ permit
ได้ใบ permit แล้ว เดินทางต่อ
ระหว่างทาง แวะเที่ยว หมูบ้านคัลปา ชมวิวและวัดต่างๆ
  เมืองคัลปา  (Kalpa) ในหุบเขาคินนัวร์ ตั้งอยู่บนความสูง 2,960 เมตร
เหนือระดับน้ำทะเล มีอายุย้อนหลังไปมากกว่าสองพันปี เดิมมีชื่อว่า ชินี่
ตามตำนานกล่าวว่า เมืองชินี่ เปรียบเสมือนเป็นพระราชวังฤดูหนาวขององค์พระศิวะ 
ในฤดูหนาวพระองค์จะเสด็จจากหิมาลัย มาประทับที่นี่และเสพกัญชาอย่างมีความสุข
ในสมัยอาณานิคม ชาวอังกฤษก็นิยมมาพักผ่อนที่นี่ ด้วยทิวทัศน์ที่งดงามและเงียบสงบ
นอกจากนั้น ที่นี่ยังเคยเป็นเส้นทางการค้าโบราณของอินโดจีนด้วย
หมู่บ้านคัลปา  (Kalpa Village) หมู่บ้านเล็กๆในหุบเขา
ล้อมรอบด้วยไร่แอปเปิ้ล ทุ่งดอกไม้ และลำธารใส ทิวทัศน์ของยอดเขา คินนัวร์ไกรลาส
ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่สูง 6,500 เมตร งดงามดังสวรรค์บนดิน
วัดฮินดู  ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะในด้าน งานแกะสลักไม้อ่อนช้อย
วัดพุทธ  วัดพุทธทิเบตเก่าแก่ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน
 หมู่บ้านคัลปา Kalpa Village  หมู่บ้านคัลปา Kalpa Village
คินนัวร์ไกรลาส  Kinnaur Kailash ยอดเขาที่มีความสูง 6,500 เมตร 
เหนือระดับน้ำทะเล เป็นยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งในความเชื่อของศาสนาพุทธและฮินดู
ตามตำนานกล่าวว่า มีอสูรตนหนึ่งชื่อ Bhasmasur ได้รับพรวิเศษจากพระศิวะ ว่า 
เมื่อใดที่อสูรตนนี้ ชี้นิ้วไปที่หัวของใคร คนคนนั้นจะกลายเป็นเถ้าธุลี แต่หลังจากได้รับพร
อสูรตนนี้กลับต้องการฆ่าพระศิวะ เพราะหลงรักพระนางปวารตี  พระศิวะจึงต้องหนี
และแอบซ่อนตัวตามที่ต่างๆ พระศิวะซ่อนตัวที่ เขาคินนัวร์ไกรลาส อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง 
จนกระทั่ง พระวิษณุ ที่ต้องการช่วยเหลือให้พระศิวะ รอดพ้นจากอันตราย ได้กลายร่างเป็น
หญิงสาวแสนสวย มายั่วยวนอสูรให้หลงกล ชวนให้อสูรเคลิบเคลิ้มชี้นิ้วไปที่ศีรษะตัวเอง
อสูรจึงกลายเป็นเถ้าถ่านด้วยนิ้วของตัวเอง ในที่สุด
  ช่วงเย็น- ให้เวลาอิสระ เดินเล่นในหมู่บ้าน 
ไปเที่ยววัดฮินดู วัดพุทธ ถ่ายรูปตามอัธยาศัย
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
             
วันที่เจ็ด วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง kalpa-nako
เดินทาง kalpa-nako นั่งรถ 5-6 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Kinner Camps Nako 
(Camp) , NAKO
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้าที่โรงแรม อิ่มแล้วออกเดินทางกันเลย
มุ่งหน้าสู่ เมืองนาโก Nako *ใช้เวลาเดินทางทั้งวัน ประมาณ 5-6 ชั่วโมง
แวะกินอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารพื้นเมืองระหว่างทาง 
การเดินทางในช่วงนี้ ภูเขาที่เคยเขียวชอุ่มในวันแรกๆ จะเริ่มเปลี่ยนเป็นภูเขาโล้นๆ ไม่ค่อยมีต้นไม้ใบหญ้าสักเท่าไหร่ แต่ก็สวยมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ระหว่างทาง ผ่านเมืองต่างๆ แวะเที่ยวไปเรื่อยๆ
 หมู่บ้านนาโก้ Nako Village
 

หมู่บ้านนาโก้   (Nako Village) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวพุทธทิเบต เงียบสงบงดงาม  

อยู่ริมทะเลสาบนาโก้ ในเขตคินนัวร์ (Kinnaur) ที่ระดับความสูง 3,662 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล
อิงแอบแนบชิดอยู่ในอ้อมกอดของ เทือกเขา เรียว เพิร์คยัล มียอดเขาที่สูง 6,816 เมตร
เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดใน รัฐหิมาจัลประเทศ
ทะเลสาบนาโก้   ทะเลสาบเล็กๆ ที่ร่มรื่นสวยงาม ด้วยต้นวิลโลว์ และ ต้นป๊อปล่า 
อยู่ท่ามกลางเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม ทุ่งดอกไม้ ไร่ถั่ว บ้านเรือนแปลกตา
  ช่วงบ่าย- เดินทางถึง หมู่บ้านนาโก้ เข้าสู่ที่พัก
แล้วไปเที่ยวชม หมู่บ้านและทะเลสาบ 
สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน และรอยยิ้มของเด็กน้อยที่มีให้กับผู้มาเยือน
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
             
วันที่แปด วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง nako-tabo
เดินทาง nako-tabo นั่งรถ 3-4 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Tiger Den 
(Guesthouse) , TABO
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้า 
อากาศดีๆ เก็บภาพสวยๆจากบริเวณหน้าที่พัก
แล้วเดินไปเที่ยวชม วัดนาโก้ (Nako Monastery)
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ เมืองตาโบ Tabo *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
วัดนาโก้ Nako Monastery เด็กชาวบ้านรอบๆวัดนาโก้ 
 

วัดนาโก้  (Nako Monastery) เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีอายุเก่าแก่มาก
มีโครงสร้างเป็นดินเหนียว ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเพื่อคงสภาพเดิมของวัดเอาไว้

ภายในมีภาพ จิตรกรรมฝาผนัง ที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 11 
ว่ากันว่า ที่นี่มีรอยพุทธบาทของ ท่าน คุรุ รินโบเช อยู่ด้วย
 
 อารามสงฆ์ตาโบ Tabo Monastery    อารามสงฆ์ตาโบ Tabo Monastery 
 

เมืองตาโบ Tabo  อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,280 เมตร เป็นเมืองเล็กๆในหุบเขาสปิติ 

อารามสงฆ์ตาโบ  (Tabo Monastery) 
วัดเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 9 ในปี ค.ศ. 996 หรือ 1,021 ปี ล่วงมาแล้ว
โดยท่าน รินเชน ซังโป ในพื้นที่ที่แห้งแล้งและหนาวเย็น บนความสูง 3,280 เมตร 
ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐ ในปี ค.ศ.1975 ได้เกิดแผ่นดินไหว ทำให้ตัวอารามเก่าพังเสียหาย 
จึงได้สร้างอารามหลังใหม่ขึ้น ในปี ค.ศ.1983 วัดแห่งนี้ปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก
ภายในวัดยังเป็นที่เก็บรักษาภาพทังก้า หรือ ภาพพระบส ที่สวยงามอีกด้วย
เมื่อปี ค.ศ.1996 ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบสหัสวรรษของอารามสงฆ์ตาโบ 
องค์ดะไลลามะ เสด็จมาแสดงธรรมที่นี่ ครั้งนั้นมีผู้ศรัทธาหลายพันคนจากทั่วโลกเข้าร่วมงาน 
     
Painting ภาพจิตกรรมฝาผนัง ที่ห้ามพลาด
ภายในวัดมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง 
แบบปูนเปียก หรือ เฟรสโก ที่งดงามหาชมได้ยาก และ 
ถูกขนานนามว่า เป็น อชันต้าและเอลโลร่าแห่งหิมาลัย 
(Ajanta and Ellora of the Himalayas)
    
ถ้ำตาโบ  (Tabo Cave) 
มีมากมายหลายถ้ำ อยู่เหนือวัดตาโบขึ้นไปบนเขา 
สันนิษฐานว่า พระลามะขุดถ้ำเหล่านี้ไว้ 
เพื่ออาศัยในฤดูหนาว  บางถ้ำแบ่งเป็นหลายห้อง 
ใช้เป็นห้องสวดมนต์ และ ทำสมาธิ 
ภายในขุดอย่างเรียบง่าย ไม่มีภาพเขียนใดๆบนผนังถ้ำ
  บ่าย- เดินทางถึง เมืองตาโบ เข้าสู่ที่พัก 
กินอาหารกลางวัน *วันนี้อาจต้องกินกลางวันกันช้าหน่อย  
บ่ายถึงเย็น- ไปเที่ยวชม วัดตาโบ (Tabo Monastery)
หนึ่งในวัดเก่าแก่ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก 
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
              
วันที่เก้า วันเสาร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง tabo-lhalung-dhankar
เดินทาง tabo-lhalung นั่งรถ 2-3 ชม.
lhalung-dhankar นั่งรถ 1 ชม.

รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Dhankar Monastery Guesthouse 
(Guesthouse) , DHANKAR
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้า 
ไปเดินเที่ยวชม เมืองตาโบ ยามเช้า
อย่าลืม เลือกซื้อของฝากจากร้านขายของที่ระลึกในหมู่บ้าน
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ หมู่บ้านลาลุง Lhalung *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง
เดินทางถึง หมู่บ้านลาลุง Lhalung 
กินอาหารกลางวัน 
แล้วไปเที่ยวชม วัดลาลุง (Lhalung Monastery)
อีกหนึ่งใน อารามสงฆ์ ที่เก่าที่สุดที่ตั้งอยู่ใน หุบเขาสปิติ 
วัดลาลุง Lhalung Monastery ภายในวัดลาลุง Lhalung Monastery 
  เมืองลาลุง  (Lhalung)  ชื่อเมืองนี้แปลว่าดินแดนแห่งเทพเจ้า Land of God 
ตั้งอยู่เชิงเขา Tangmar เชื่อกันว่าภูเขาลูกนี้จะเปลี่ยนสีได้ตามอารมณ์ของเทพเจ้า
เมื่อใดที่ ภูเขาเป็นสีแดง หมายความว่าเทพเจ้ากำลังโกรธ 
เมื่อใดที่ ภูเขาเป็นสีเหลือง นั่นหมายถึงเทพเจ้ากำลังมีความสุข
  วัดลาลุง  (Lhalung Monastery) หรือ วิหารสีทอง
สาเหตุที่เรียกว่า วิหารสีทอง เพราะ ภายในมีการเก็บ ใบระกาสีทอง เอาไว้ 
อารามสงฆ์ลาลุง แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งในอารามสงฆ์ที่เก่าที่สุด ที่พบในหุบเขาสปิติ 
สร้างโดยท่าน รินเชน ซังโป ราวต้นศตวรรษที่ 10 อยู่ในระดับความสูง 3,658 เมตร
ด้านในมีรูปภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นศิลปะแบบ Fresco ปูนเปียก อายุนับพันปี 
วัดดันการ์ Dhankar Monastery บนยอดเขา
 

วัดดันการ์  (Dhankar Monastery) บนเส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ท่ามกลางวิวทิวทัศน์

ที่งดงามแปลกตาดั่งอยู่บนดวงจันทร์ มีอารามสงฆ์อายุพันกว่าปี สร้างเด่นอยู่บนชะง่อนผาสูง  
บนความสูง 3,894 เมตร วัดนี้เป็นเก่าแก่ในพุทธศาสนานิกายเกลุกปะ หรือนิกายหมวกเหลือง 
คำว่า Dhan แปลว่า หน้าผา และคำว่า kar แปลว่า ป้อมปราการ 
ดังนั้น Dhankar จึงแปลว่า ป้อมปราการบนหน้าผา นั่นเอง
ในอดีต อารามสงฆ์ดันการ์ เคยใช้เป็นป้อมปราการด้วย
ปัจจุบันเป็นโรงเรียนเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายเกลุกปะแบบทิเบต มีพระลามะประมาณ 150 รูป 
  จากนั้นมุ่งหน้าสู่ หมู่บ้านดันการ์ Dhankar *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
เดินทางถึง หมู่บ้านดันการ์ เข้าสู่ที่พัก 
บ่ายถึงเย็น- ไปเที่ยวชม วัดดันการ์ (Dhankar Monastery)
วัดในพุทธศาสนา นิกายเกลุกปะ หรือ นิกายหมวกเหลือง
ชมวิวสวยๆของแม่น้ำสองสาย ที่มาบรรจบกัน คือแม่น้ำสปิติ (Spiti River) 
และ แม่น้ำพิน (Pin River) ให้เวลาเที่ยวชม ถ่ายรูป ตามอัธยาศัย 
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
                   
วันที่สิบ วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง dhankar - mud village
เดินทาง dhankar - mud village นั่งรถ 2-3 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นั่งคันละ 3-4 คน
ที่พัก Tara Guesthouse 
(Guesthouse) , MUD VILLAGE
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้า 
เดินขึ้นเขาไปเที่ยวชม ทะเลสาบดันการ์ (Dhankar Lake) ที่งดงาม
ระยะทางเดินประมาณ 3 กิโลเมตร *อาจใช้เวลาเดินประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ถ่ายรูปสวยๆให้เต็มที่ ให้สมกับที่เดินเหนื่อยมาก กว่าจะขึ้นเขามาถึงทะเลสาบ
 

ทะเลสาบ Dhankar  เป็นทะเลสาบเล็กๆที่อยู่บนภูเขา เหนือหมู่บ้านและวัดดันการ์ 

ตัวทะเลสาบ อยู่สูง 4,136 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ว่ากันว่าในทะเลสาบมีปลาสวยๆมากมาย 
การจะไปเที่ยวทะเลสาบนี้ ต้องเดินไปเท่านั้น
   
 ทะเลสาบ Dhankar  ทะเลสาบ Dhankar
  เดินกลับลงมายังที่พัก พักให้หายเหนื่อย 
กินอาหารกลางวัน
แล้วเก็บของขึ้นรถออกเดินทางต่อ ข้ามหุบเขาไปยัง Pin Valley
มุ่งหน้าสู่ หมู่บ้าน Mud Village *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
  เย็น- เดินทางถึง หมู่บ้าน Mud Village แห่งหุบเขาพิน เข้าสู่ที่พัก  
เดินเที่ยวชมหมู่บ้าน สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน ตามอัธยาศัย 
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
                   
วันที่สิบเอ็ด วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง mud village - kibber
เดินทาง mud village - kaza นั่งรถ 2-3 ชม.
kaza-kibber นั่งรถ 1 ชม.

รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
ที่พัก Norling Homestay 
(Guesthouse) , KIBBER
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้า 
ไปเดินเที่ยวชม ความงดงามของ หุบเขาพิน (Pin Valley) และ
หมู่บ้าน Mud Village ยามเช้า ดื่มด่ำกับวิวสวยๆ ถ่ายรูป กันให้เต็มที่ 
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ หมู่บ้าน Kibber *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
 

หุบเขาพิน  (Pin Valley) อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองคาซา (Kaza)

หุบเขาซึ่งมีแม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำพิน (Pin River) และแม่น้ำสปิติ (Spiti River) 
อยู่ในพื้นที่ของ จังหวัด Lahaul & Spiti รัฐหิมาจัลประเทศ เช่นกันกับ หุบเขาสปิติ 
อุทยานแห่งชาติพินวัลเล่ย์  (Pin Valley National Park) มีพื้นที่ 675 ตารางกิโลเมตร
ทิวทัศน์สวยงาม เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เป็นความงดงามที่สุดอีกแห่งหนึ่ง 
ว่ากันว่าที่นี่คือ ดินแดนของ แพะภูเขา (ibex) (blue sheep) และ เสือดาวหิมะ (snow leopards)
 

หมู่บ้าน Mud Village  
ห่างออกไป 33 กิโลเมตรจากทางหลวง อยู่ที่ระดับความสูง 3,770 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีคนอาศัยอยู่เพียง สองร้อยกว่าคน 
สำหรับนักท่องเที่ยว ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเทรคกิ้งเดินป่า ที่อุทยานแห่งชาติพินวัลเล่ย์
 หุบเขาพิน  (Pin Valley) แพะภูเขา Ibex
หมู่บ้าน Mud Village   หมู่บ้าน kibber Village  
 

หมู่บ้าน Kibber Village  ที่ความสูง 4,270 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

Kibber เป็นหมู่บ้านที่เงียบสงบ มีคนอาศัยอยู่เพียงสามร้อยกว่าคน และลาอีกกว่าสองร้อยตัว
ท่ามกลางภูมิประเทศที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยลมและฝุ่น หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเหมือนโอเอซิส

ที่อุดมสมบูรณ์ ในอดีตชาวบ้านปลูกข้าวและองุ่น และนำผลผลิตเดินเท้ากว่า 3 วันไปยังลาดักห์ เพื่อขายแลกเปลี่ยนเป็นม้าหรือเงินสด 
  แวะกินอาหารกลางวัน ที่เมืองคาซา Kaza 
อิ่มแล้วเดินทางต่อไป หมู่บ้าน Kibber 
บ่าย- เข้าสู่ที่พัก เดินเที่ยวชม หมู่บ้าน Kibber สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน 
ดื่มด่ำกับวิวสวยๆ ถ่ายรูปกับแสงยามเย็น กันให้เต็มที่ ตามอัธยาศัย
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
  ช่วงค่ำถึงดึก- นั่งรถออกไป ถ่ายรูปดาว ยามค่ำคืน
วันนี้เป็นคืนเดือนมืด ดาวเต็มฟ้า มองเห็นทางช้างเผือก 

*ภาพนี้ copy มาจาก www.scoopwhoop.com และ www.pinterest.com/500px 
ไม่ได้ถ่ายเอง แต่อยากไปถ่ายให้ได้แบบนี้
                  
วันที่สิบสอง วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง kibber - kye - langza
เดินทาง kibber-kye นั่งรถ 30 นาที
kye-langza นั่งรถ 1-2 ชม.

รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
ที่พัก Langza Homestay 
(Homestay) , LANGZA
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้า 
มุ่งหน้าสู่ วัดคี Kye Monastery *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที
พระอารามสงฆ์ ที่เก่าและใหญ่ที่สุดใน หุบเขาสปิติ

แวะถ่ายรูป วัดจากในมุมสูง ต้องแสงยามเช้า มองเห็นแม่น้ำสปิติเบื้องล่าง
ใช้เวลา เที่ยวชมและถ่ายรูปในวัด ให้เต็มที่

 

วัดคี  Kye Monastery  ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา
เป็นพระอารามสงฆ์ที่เก่าและใหญ่ที่สุด ในหุบเขาสปิติ ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,166 เมตร

กล่าวกันว่า สร้างราว ค.ศ. 1008-1064 โดยท่านลามะ Dromtön 
ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ ท่านอาจารย์ 
Atisha ลามะผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพอย่างยิ่งในยุคนั้น 
วัดแห่งนี้ มีการบูรณะใหม่อีกหลายครั้ง หลังจากถูกรุกราน ทั้งจากพวกมองโกล ชาวลาดักห์ 
และพวกซิกข์ รวมถึงความเสียหายจาก เหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ เมื่อปี ค.ศ. 1975 
วัดแห่งนี้มีความโดดเด่นในเชิงสถาปัตยกรรม ได้รับอิทธิพลมาจากงานศิลปะของจีน
ในช่วงศตวรรษที่ 14 มีห้องและระเบียงทางเดินสลับซับซ้อนดังเขาวงกต
 
ครั้งหนึ่งที่นี่เคยใช้เป็นป้อมปราการด้วย ปัจจุบันเป็นศูนย์ฝึกอบรมพระลามะทางพุทธศาสนา 
นิกายเกลุกปะ และเป็นที่เก็บรักษาผ้าทังก้าโบราณ หรือ ภาพพระบส อันมีค่ายิ่ง
 วัดคี Kye Monastery  วัดคี Kye Monastery 
  กินอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารพื้นเมือง 
อิ่มแล้วเดินทางต่อไป หมู่บ้าน Langza  
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1-2 ชั่วโมง
บ่าย- เข้าสู่ที่พัก เดินเที่ยวชม หมู่บ้าน Langza สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน 
ดื่มด่ำกับวิวสวยๆ ถ่ายรูปกับแสงยามเย็น กันให้เต็มที่ ตามอัธยาศัย
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
  ช่วงค่ำถึงดึก- เป็นอีกคืนที่พักกลางทุ่งกว้าง ในคืนเดือนมืด 
ดาวเต็มฟ้า มองเห็นทางช้างเผือก เพลินกับการถ่ายรูปดาวกันได้ทั้งคืน
                   
วันที่สิบสาม วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง langza-hikkim-komic-kaza
เดินทาง langza-kaza นั่งรถ 2-3 ชม.
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Sakya Abode 
(Small Hotel) , KAZA
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  ตื่นเช้า- กินอาหารเช้า 
ไปเดินเที่ยวชม หมู่บ้าน Langza ยามเช้า ดื่มด่ำกับวิวสวยๆ กันให้เต็มที่
แล้วอย่าลืมก้มหน้ามองพื้นดิน ตามหาซากฟอสซิล เป็นที่ระลึกกันด้วย 
 

หมู่บ้านแลงซา  (Langza Village) หรือ หมู่บ้านฟอสซิล (Fossil Village)

ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขาที่ดูเหมือนชามขนาดใหญ่ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธศากยะนิกาย
ของพุทธศาสนาในทิเบต หมู่บ้านมีคนอยู่ประมาณ 137 คน อาศัยอยู่ใน 33 ครัวเรือน
อาชีพหลักของชาวบ้านในสมัยก่อนคือ การทำถ้วยชามดินเผา ศิลปะนี้มีอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ 
ถ้วยชามดินเผาต่างๆถูกผลิตและจำหน่ายไปทั่วประเทศ 
เกษตรกรรมเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สำคัญในหมู่บ้านแห่งนี้ ปลูกพืชเช่นข้าวและมันฝรั่ง
เหนือหมู่บ้านมี พระพุทธรูปสีทอง  ขนาดใหญ่ เชื่อกันว่ามีอายุกว่า 1,000 ปี 
ปางประทับนั่ง โดดเด่นบนระดับความสูง 4,400 เมตร
หมู่บ้านแลงซา (Langza Village)   พระพุทธรูป ที่หมู่บ้านแลงซา
ฟอสซิล (Fossil) แห่งแลงซา 
ประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของสปิติ ต้องย้อนกลับไปถึง 
500 ล้านปี เมื่อมันจมอยู่ใต้ทะเลใต้เทธิส (Tethys)
จนเทือกเขาหิมาลัยเกิดขึ้น จากการยกตัว หลังการปะทะกัน
ของแผ่นหินอินเดียและเอเชีย เมื่อหลายล้านปีก่อน
ทะเลเทธิสก็หายไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอย ฟอสซิลซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ ของสิ่งมีชิวิตทางทะเลในยุคนั้น
การมาเที่ยว หมู่บ้านแลงซา จะไม่สมบูรณ์หากไม่มีการ
ตามหา ฟอสซิลดึกดำบรรพ์ พวกนี้ 

 

วิธีหาฟอสซิล คือ การเดินไปเที่ยวรอบๆภูเขา และมองหามันจากพื้นดินหรือใต้ก้อนหิน 
ซึ่งมันเหนื่อยมาก และ หาไม่ค่อยได้แล้วในปัจจุบัน

วิธีง่ายกว่าคือ ซื้อต่อจากเด็กๆชาวบ้านที่มาวิ่งเล่นใกล้ๆเรา ต่อรองได้ และราคาไม่แพง

ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลก หมู่บ้าน Hikkim  หมู่บ้าน Komic ที่อยู่สูงที่สุดในโลก
  จากนั้นขึ้นรถไปเที่ยวหมู่บ้านสวยๆใกล้ๆกัน
หมู่บ้าน Hikkim *ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 30 นาที
หมู่บ้าน Komic *ใช้เวลาเดินทาง ต่อไปอีกประมาณ 20 นาที
 

หมู่บ้าน Komic  ว่ากันว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ที่สุดในเอเชีย (หรือบางคนกล่าวว่าที่สุดในโลก)

ที่ความสูงถึง 5,150 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล หมู่บ้านนี้มีวัดเพียงวัดเดียว บ้านเรือน 12 หลัง 
และคนอาศัยประมาณ 150 คน นับรวมพระลามะที่วัดแล้วด้วย 
 

หมู่บ้าน Hikkim  ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,440 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

มีที่ทำการไปรษณีย์สูงสุดของโลก เราสามารถส่งโปสการ์ดไปตามที่อยู่นี้ได้ -
Hikkim Post office, Kaza, Lahaul & Spiti, Himachal Pradesh PIN- 172114
หรือลองส่งโปสการ์ด จากไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้ สักใบสองใบ
  บ่าย- เดินทางถึง เมืองคาซา Kaza เข้าสู่ที่พัก
กินอาหารกลางวัน  
ครึ่งวันบ่ายถึงเย็น- ให้เวลาอิสระ เดินเที่ยวตลาด เมืองคาซา ตามอัธยาศัย
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน
               
วันที่สิบสี่ วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง kaza - chandrataal Lake
เดินทาง kaza - chandrataal lake  นั่งรถทั้งวัน
*ขึ้นอยู่กับสภาพถนน

รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
ที่พัก Chandrataal Lake Camp 
(Tent) , CHANDRATAAL LAKE
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน
  วันนี้ตื่นแต่เช้า- กินอาหารเช้า 
ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ ทะเลสาบ Chandrataal *วันนี้นั่งรถทั้งวัน 
ระหว่างทาง ผ่านทุ่งกว้าง แม่น้ำ วิวสวยอัศจรรย์ จอดแวะถ่ายรูปตามสบาย

แวะกินอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารพื้นเมือง ระหว่างทาง

ต้องกินอาหารพื้นเมือง หรือ มาม่า  ร้านอาหาร ระหว่างเส้นทาง 
  บ่ายถึงเย็น- เดินทางถึง ทะเลสาบ Chandrataal  เข้าสู่แคมป์ที่พัก
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน 
  ช่วงค่ำถึงดึก- เป็นอีกคืนที่พักกลางทุ่งกว้าง ในคืนเดือนมืด 
ดาวเต็มฟ้า มองเห็นทางช้างเผือก เพลินกับการถ่ายรูปดาวกันได้ทั้งคืน
                
วันที่สิบห้า วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง chandrataal lake - manali
เดินทาง chandrataal lake - manali  นั่งรถทั้งวัน
*ขึ้นอยู่กับสภาพถนน
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Keylinga Inn  
(เทียบเท่า 3 ดาว) , MANALI
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน


  วันนี้ตื่นแต่เช้า- กินอาหารเช้า 
เดินไปชมความงดงามของ ทะเลสาบ Chandrataal 
ให้เวลาดื่มด่ำกับความงดงามของทะเลสาบ แล้วค่อยเดินทางกันต่อ

ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ เมืองมะนาลี manali *วันนี้นั่งรถทั้งวัน 
แวะกินอาหารกลางวัน ที่ร้านอาหารพื้นเมือง ระหว่างทาง

 

ทะเลสาบจันทรา  (Chandrataal Lake) หรือ Lake of the Moon ทะเลสาบแห่งดวงจันทร์

อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 4,300 เมตร มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2.5 ตารางกิโลเมตร เท่านั้น 
ชื่อทะเลสาบจันทรา ถูกเรียกขานตามลักษณะของทะเลสาบ ที่มองเห็นได้เหมือนเสี้ยวพระจันทร์
ทะเลสาบจันทรา มีทิวทัศน์สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ น้ำในทะเลสาบเป็นสีน้ำเงินเข้ม ยามต้องแสงแดด กับฉากหลังของเทือกเขาที่รายล้อมอยู่ทุกด้าน
ทะเลสาบจันทรา ยามต้องแสงแดด ทะเลสาบจันทรา สงบร่มเย็น
 
ระหว่างเส้นทาง ที่ Rohthang Pass ระหว่างเส้นทางไปมะนาลี
 

เส้นทาง Rohtang Pass  ที่ความสูง 3,978 เมตร เหนือจากระดับน้ำทะเล 
ทางตอนเหนือของ มะนาลี เป็นช่วงที่เราสามารถมองเห็นความแปรผันของภูมิทัศน์ได้ดีที่สุด  

จากทิวทัศน์ที่งดงามของภูเขาหินโล้นและแห้งแล้ง ในดินแดนของ หุบเขาสปิติ 
สู่ความเขียวชอุ่มของหุบเขา ทิวสน ธารน้ำแข็ง และแม่น้ำที่งดงา
ม 
  ผ่าน Rohthang Pass ถนนที่สูงที่สุดบนเส้นทางไปมะนาลี 
กลับเข้าสู่เขตของความเขียวชอุ่มกันอีกครั้ง
เย็น- เดินทางถึง เมืองมะนาลี (Manali)  เข้าสู่ที่พัก
กินอาหารค่ำ แล้วพักผ่อน 
               
วันที่สิบหก วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
เส้นทาง manali
เดินทาง เดิน/นั่งรถเที่ยวในเมือง
รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
ที่พัก Hotel Keylinga Inn  
(เทียบเท่า 3 ดาว) , MANALI
หรือเทียบเท่าในระดับเดียวกัน


  ตื่นนอน- กินอาหารเช้า 
วันนี้พัก เดินเล่น กิน ช้อป สบายๆในเมืองมะนาลี
  มะนาลี Manali  เป็นเมืองเล็กๆในหุบเขา ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 2,050 เมตร 
ที่เที่ยวหลักๆในมะนาลี ที่ไม่ควรพลาดคือ
วัด Hadimba Temple  เป็นวัดฮินดูกลางป่าสน สร้างขึ้นเพื่อบูชา Hadimba Devi 
เป็นวัดที่สร้างด้วยไม้ ที่เก่าแก่ที่สุดใน มะนาลี 
วัด Vashisht Temple  วัดฮินดู ที่มีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ในบริเวณวัด 
Old Manali  เขตเมืองเก่า บ้านโบราณ และแหล่งฮิปๆของนักท่องเที่ยวฝรั่งเมากัญชา
วิวสวยๆของมะนาลี ปลาเทราต์สดๆจากแม่น้ำ Beas River
  พอได้เวลาก็ไป กินอาหารกลางวัน 
ช่วงบ่าย- เที่ยวสบายๆใน เมืองมะนาลี ตามอัธยาศัย 
กินอาหารค่ำ เก็บกระเป๋าเดินทาง แล้วพักผ่อน
               
วันที่สิบเจ็ด วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
เที่ยวบิน ภายในประเทศ
 
AI9806 kullu-delhi
   เวลา 08.10-09.40
เส้นทาง manali-kullu
เดินทาง manali-kullu นั่งรถ 1-2 ชม.
kullu-delhi นั่งเครื่องประมาณ 1 ชม. 30 นาที

รถยนต์ Toyota Innova / Scorpio นังคันละ 3-4 คน
   
   
  เมืองคุรุ Kullu  เป็นเมืองเล็กๆในหุบเขา ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1,279 เมตร
เมืองคุรุ Kullu หรือ Kulu อยู่ห่างจากสนามบิน Bhuntar Airport เพียง 10 กิโลเมตร 
ตั้งอยู่ในตำบลคุรุ รัฐหิมาจัลประเทศ ประเทศอินเดีย 
Kullu Valley เป็นหุบเขากว้าง มีแม่น้ำเบียส (Bias River) ไหลผ่านกลาง 
เป็นหุบเขางดงามที่ปกคลุมไปด้วยป่าสน มีวัดศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู มากมายในหุบเขาแห่งนี้
  04.00 น. ตืนแต่เช้ามืด ออกเดินทางไป สนามบินเมืองคุลุ Kullu Airport
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
06.00 น. ถึงสนามบิน เช็คอินบัตรโดยสารและโหลดสัมภาระ 
*สามารถโหลดกระเป๋าได้หนัก ไม่เกิน 15 กิโลกรัม
กินอาหารเช้าที่สนามบิน
  08.10 น. ได้เวลาเครื่องออก มุ่งหน้าสู่สนามบินเดลลี 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที 
09.40 น. เดินทางถึงสนามบินเมืองเดลลี 
ไปเปลี่ยนเครื่องกลับกรุงเทพ *รอต่อเครื่องประมาณ 4 ชม.
              
เที่ยวบิน ระหว่างประเทศ
9W66
    delhi-bkk
     เวลา 14.00-19.45
เส้นทาง delhi-bangkok
เดินทาง delhi-bkk นั่งเครื่องประมาณ 4 ชม.
  รอต่อเครื่องประมาณ 4 ชม.
  ช้อปปิ้งในสนามบิน พักผ่อนบนเครื่องบิน
"duty free shopping"
  14.00 น. ได้เวลาเครื่องออก มุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง 
กินอาหารกลางวัน บนเครื่องบิน
19.45 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
พร้อมกับมุมมองใหม่ๆในโลกใบเดิมที่แคบลงเสมอ เมื่อการเดินทางสิ้นสุด 
สวัสดีประเทศไทย
              
  
หมายเหตุ โปรแกรมการเดินทาง อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมของช่วงเวลา 
และสถานการณ์เฉพาะหน้า
    
     
   ค่าทัวร์ 63,000 บาท
    ค่าตั๋วเครื่องบิน อีกประมาณ *20,000 บาท
        หมายเหตุจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินตามจริง ณ วันที่ออกตั๋ว *เป็นราคาตั๋วโดยประมาณ
  โปรดทราบ- 
การคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ คิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่ 35.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 
ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการแจ้งปรับเปลี่ยนราคาค่าเดินทาง 
หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นของอัตราแลกเปลี่ยน 
โดยยึดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จ่ายเงินค่าทัวร์ครบเต็มจำนวนเป็นหลัก
  เงื่อนไข
ราคารวม "ค่าตั๋วเครื่องบิน และทุกอย่างแล้ว"
ต้องการนอนเดี่ยว กรุณาโทรสอบถามราคา
  ส่วนลดพิเศษ- (หักจากการจ่ายเงินงวดสุดท้าย)
มีวีซ่าอินเดียอยู่แล้ว หรือ ทำวีซ่าเอง  ลดค่าวีซ่า 4,400 บาท  (ห้ามทำวีซ่าออนไลน์ E-visa)
เคยเดินทางกับ วันแรมทาง ลด 1,000 บาท
  ราคานี้รวม-
ค่าตั๋วเครื่องบิน ทุกเส้นทางตามที่ระบุในโปรแกรม 
  Bangkok-Delhi-Bangkok  
  Delhi-Chandigarh
  Kullu-Delhi
ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบินไทย-อินเดีย 
ค่าวีซ่าอินเดีย 
ยา Acetazolamide (Diamox) 250 mg มีสำหรับทุกท่าน
O2 ออกซิเจน ฟรี .. ส่วนตัวคนละ 2 กระป๋อง , ติดรถเป็นกองกลาง 1 แท็งค์
อาหารมื้อหลักทุกมื้อ รวม ชา กาแฟ ของหวาน ผลไม้
ที่พัก เทียบเท่าตามที่ระบุ พักห้องละ 2-3 ท่าน  
ค่ารถตลอดเส้นทาง นั่งคันละ 3-4 คน
ค่าบัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ เฉพาะตามที่ระบุในโปรแกรม
ค่าบริการ หัวหน้าทัวร์คนไทย/ไกด์ท้องถิ่น (ไม่รวมทิป) 
 ประกันอุบัติเหตุ 
CHARTIS New Hampshire Insurance วงเงิน 2,000,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 500,000 บาท
เงื่อนไข- ภายใต้ข้อตกลงที่มีไว้กับบริษัทประกันชีวิต ครอบคลุมเฉพาะกรณีอุบัติเหตุ 
ไม่ครอบคลุมกรณี เจ็บไข้ ป่วย เป็นไข้หวัด ท้องเสีย หรือ อาหารเป็นพิษ ระหว่างเดินทาง
  ราคานี้ไม่รวม-
ค่ากล้องถ่ายรูป และ ค่ากล้องวีดีโอ ซึ่งเรียกเก็บเป็นบางสถานที่
ค่ากิจกรรมต่างๆ เช่นขี่อูฐ เป็นต้น
ค่าทิป หัวหน้าทัวร์คนไทย
ค่าทิป ไกด์ท้องถิ่น  ชาวอินเดีย
ค่าทิป พนักงานบริการในโรงแรม คนขับรถ เด็กยกกระเป๋า และทิปอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ
  ค่าทิป
 ทีมงานอินเดีย (ไกด์ท้องถิ่น คนขับรถ) 
   เผื่อเงินไว้ประมาณ 3,200 รูปี หรือ 1,600 บาท สำหรับ 16 วัน ในอินเดีย
  เด็กยกกระเป๋าที่โรงแรม ควรให้ไม่ต่ำกว่า 20 รูปี ต่อครั้ง
  หัวหน้าทัวร์คนไทย แล้วแต่ความพอใจ
     
               
การชำระเงิน
1) จ่ายมัดจำค่าทัวร์ จำนวน 10,000  บาท ทันทีที่จอง
2) จ่ายค่าตั๋วเครื่องบิน จำนวน *20,000  บาท ทันทีที่จอง  *ราคาตามจริง ณ วันที่ออกตั๋ว
กรุณาสอบถามราคาอีกครั้ง ก่อนโอนเงินจอง
3) จ่ายงวดแรก จำนวน 26,500  บาท ภายในวันที่   8 กรกฎาคม 2560
4) จ่ายส่วนที่เหลือ จำนวน 26,500  บาท ภายในวันที่  8 สิงหาคม 2560
              
         
เงื่อนไขการให้บริการ
  จองล่วงหน้าตามช่วงเวลาที่กำหนด ชำระเงินตามเงื่อนไขข้างต้น
ขอยกเลิกการเดินทาง ยึดเงินมัดจำ และหักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง 
และ/หรือ ขอยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน เก็บค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน
  เมื่อท่านออกเดินทางกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง 
เช่น ไม่เที่ยวบางรายการ ไม่ทานอาหารบางมื้อ หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่า
ท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจำคืนได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
  รณีที่การตรวจคนเข้าเมืองทั้งที่กรุงเทพฯ และในต่างประเทศ ปฏิเสธมิให้เดินทาง
ออกหรือเข้าประเทศในรายการเดินทาง หรือ กรณีความล่าช้าจากสายการบิน
การประท้วง, การนัดหยุดงาน, การก่อจลาจล 
ทางเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนค่าบริการไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
  เมื่อท่านตกลงชำระเงิน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน 
ถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ระบุไว้แล้วทั้งหมด
         
            
ขั้นตอนง่ายๆในการจองทริปกับเรา
1  2  3  4 
คลิกเพื่อจองทริป คลิกตรวจรายชื่อ คลิกเพื่อโอนเงิน คลิกเพื่อส่งเอกสาร
       
บริการของเรา
คำแนะนำ เตรียมของ เตรียมของ ฝากแลกเงิน จองโรงแรม
         
             
           
  ถ้ามีปัญหาสั่งพิมพ์ไม่ได้ กรุณาโทรแจ้ง 024054561, 0816928233 
หรือส่ง email แจ้งขอโปรแกรมได้ที่ 
info@wanramtang.com
 
               
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ที่อยู่ แผนที่ วันแรมทาง
บ้านวันแรมทาง
1/60 ซ. อนามัยงามเจริญ 12 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์  024054561
แฟกซ์  024054560
มือถือ - ปลา 0898119139 (AIS)
มือถือ - นุ้ย 0816928233 (DTAC)
Email info@wanramtang.com  และ  wanramtang@hotmail.com
Line ID/โทรศัพท์ wanramtang3 / 0876997475
 
วันทำงาน วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น.
วันเสาร์ เวลา 09.00-12.00 น.
วันอาทิตย์ หยุดงาน งดการติดต่อทุกเรื่อง
ถ้าไม่รับสายหรือโทรไม่ติด กรุณาส่งเป็นข้อความ sms ส่ง email หรือ Line

        

หรือติดต่อผ่านระบบอัตโนมัติ ด้านล่างนี้

 


ชื่อ :  *
เบอร์โทรศัพท์ :  *
อีเมล :  *
ชื่อทริปเดินทาง :  *
วันที่เดินทาง :  *
ต้องการ : จองทริป
สอบถาม
หัวข้อที่ต้องการสอบถาม :
รายละเอียด :



โปรแกรม สปิติวัลเลย์




dot
รับข่าวการเดินทาง

dot
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/06037
ติดต่อเรา
โปรแกรมการเดินทาง
แพ็คเกจ เที่ยวอินเดีย
dot
dot
dot
dot
dot
dot










อุณหภูมิ พยากรณ์อากาศ


Copyright © 2007-2017 สงวนลิขสิทธิ์ภาพและบทความที่จัดทำขึ้นโดยเว็บไซต์ ห้ามลอกโดยเด็ดขาด
ติดต่อเรา
บริษัท อัพเดททัวร์แอนด์ทราเวล จำกัด
เลขที่ 1/60 ซอยอนามัยงามเจริญ 12 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์ : 024054561 , 0816928233 (dtac) , 0898119139 (ais) โทรสาร : 024054560
Email : info@wanramtang.com , wanramtang@hotmail.com
Line ID: wanramtang3