dot dot
สังเวชนียสถาน ทริปปีใหม่ (24 ธันวาคม - 3 มกราคม 2561)
 
               
 
ได้ไป กรุงกบิลพัสดุ์ เนปาล
ปีใหม่..
สวดมนต์ข้ามคืนที่ วัดไทยพุทธคยา

 
   
ทัวร์แสวงบุญ ..
สังเวชนียสถาน 4 ตำบล
สวดมนต์ข้ามปี    รับพรวันปีใหม่
กรุงเทพ ลักเนา สาวัตถี ลุมพินี นครกบิลพัสดุ์ กุสินารา
ไวสาลี นาลันทา ราชคฤห์ พุทธคยา พาราณสี กรุงเทพ

24 ธันวาคม - 3 มกราคม 2561
11 วัน 9 คืน
เปิดรับ 30 ท่าน
*ครบ 12 ท่าน ออกเดินทางได้ทันที
47,500 
บาท
             

มี พระธรรมวิทยากร บรรยายตลอดการเดินทาง..
นำพา สวดมนต์ นั่งสมาธิ และเจริญจิตภาวนา 

               
  ทัวร์แสวงบุญ เส้นทางธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย เนปาล
สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และปฐมเทศนา
เป็นทริปแบบกันเอง ไม่เหนื่อย สะดวกสบายพอประมาณ
พักวัดไทย ร่วมบุญทำบุญทอดผ้าป่า ตามกำลังศรัทธา
              
จุดนัดพบ 
สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 7 บริเวณที่นั่งหน้าประตู .. Row W
วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560  เวลา 05.30 น. (ตีห้าครึ่ง)
            
โปรแกรมการเดินทาง
    
DAY 01  วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เที่ยวบิน ระหว่างประเทศ
9W65
    กรุงเทพ-เดลลี
     เวลา 08.55-12.00
เที่ยวบิน ภายในประเทศ    เปลี่ยนเครื่องที่เดลลี
9W2637
    เดลลี-ลัคเนา
     เวลา 15.05-16.15
เส้นทาง กรุงเทพ-เดลลี-ลัคเนา
เดินทาง กรุงเทพ-เดลลี , นั่งเครื่อง 4 ชม. 
เดลลี-ลักเนา , นั่งเครื่อง 1 ชม. 10 นาที
สนามบิน-ที่พัก , นั่งรถประมาณ 4-5 ชม.
รถบัสปรับอากาศ 
ที่พัก วัดไทยเชตวันมหาวิหาร 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
            
  05.30 น. พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ
เพื่อเช็คอินบัตรโดยสารและโหลดสัมภาระ
*สามารถโหลดกระเป๋าได้หนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม เท่านั้น
เช็คอินเสร็จแล้ว แยกย้ายกันเข้าด้านใน ผ่าน ตม. รอขึ้นเครื่องพร้อมกัน
08.55 น. ได้เวลาเครื่องออก เดินทางสู่ประเทศอินเดีย 
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง  *กินอาหารกลางวันบนเครื่องบิน
รถปรับอากาศ AC Coach 41 ที่นั่ง สำหรับคณะนี้
ปลา' Tour Leader พาเที่ยว รถปรับอากาศ AC Coach 41 ที่นั่ง สำหรับคณะนี้
  12.00 น. ถึงแผ่นดินอินเดีย ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร  
เช็คอินต่อเครื่องบินภายในประเทศ มุ่งหน้าสู่เมืองลักเนากันเลย
15.05 น. เครื่องออก เดินทางสู่เมืองลัคเนา
16.15 น. ถึงลักเนา รถบัสมารับ  *ไปกินอาหารเย็นที่ห้องอาหารในโรงแรม 
อิ่มแล้ว ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นครสาวัตถี ฐานที่มั่นแห่งกองทัพธรรม
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง
ช่วงดึก- เดินทางถึงสาวัตถี เข้าสู่ที่พัก   
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
               
DAY 02 วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เส้นทาง สาวัตถี-ลุมพินี
เดินทาง กุสินารา-ลุมพินี 230 กม. นั่งรถ 7-8 ชม.
รถบัสปรับอากาศ 
ที่พัก วัดไทยลุมพินี 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล
          


















 

05.00 น. ตื่นนอน 
06.00 น. กินอาหารเช้า

สาวัตถี หรือ ศราวัสตี (Sravasti) 
สมัยพุทธกาลเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ครองเมือง พระพุทธองค์ทรงประทับบำเพ็ญพุทธกิจในเมืองนี้นานถึง 25 พรรษา
ได้ทรงแสดงพระสูตร พระวินัย และ ชาดกที่สำคัญๆ เช่น เรื่องนางจิญจมาณวิกา นันทมาณพ โจรองคุลีมาล นางปฏาจารา การเกิดขึ้นแห่งยักษีณี
พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ มงคลสูตร กรณียเมตยสูตร เป็นต้น
07.00 น. เริ่มต้นเช้านี้ที่ สถูปเนินดินเก่า ที่เชื่อกันว่าบริเวณนี้ คือ สถานที่ทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์ มีลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ 50 เมตร
ที่แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เพื่อโปรดประชาชนชาวสาวัตถี และข่มเจ้าลัทธิอื่นๆ จากนั้นทรงเสด็จไปประทับจำพรรษาที่ดาวดึงส์ 
เมื่อออกพรรษาทรงเสด็จลงจากสวรรค์ในวันเทโวโรหนะที่สังกัสสนคร 
จากนั้นไปดูที่สถูปเก่าที่เชื่อกันว่าบริเวณนี้คือ บ้านท่านองคุลีมาล และ 
บ้านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี อยู่ในบริเวณพระราชวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล 
เลยพระวิหารเชตวันไปประมาณ 3 กิโลเมตร ปัจจุบันยังมีเขตเมืองสาวัตถีให้เห็นเป็นกำแพงล้อมรอบเมือง และภายในเมืองก็จะมีอาคารสิ่งปลูกสร้างในอดีตที่ถูก
ฝังไว้ใต้ดินเป็นจำนวนมาก ทางรัฐบาลอินเดียได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นสมบัติของทางการ และกำลังทำการขุดค้นเพื่อหาหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์
มูลคันธกุฎี ภายในเชตวันมหาวิหาร ต้นอานันทโพธิ์ ภายในเชตวันมหาวิหาร
มูลคันธกุฎี ภายในเชตวันมหาวิหาร ต้นอานันทโพธิ์ ภายในเชตวันมหาวิหาร
  จากนั้นไปที่ เชตวันมหาวิหาร พระอารามนี้ท่านอนาถบิณฑิกะคฤหบดี
เป็นผู้หาสถานที่เพื่อจะสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า เห็นสวนของ เจ้าเชตกุมาร
เหมาะกว่าที่อื่นๆ ท่านจึงได้เจรจาขอซื้อสวนนี้ เจ้าเชตฯได้เสนอราคาที่ดินโดยการให้นำทองคำมาปูเรียงจนเต็มบริเวณที่ต้องการซื้อทั้งหมด ท่านจึงให้คน
นำเกวียนบรรทุกแผ่นทองคำ มาเรียงจนเกือบเต็มบริเวณนั้นทั้งหมด เจ้าเชตฯเห็นถึงศรัทธาที่แน่วแน่ของท่าน ประสงค์ร่วมทำบุญด้วยจึงมอบที่เหลือนั้นให้ 
และขอให้สร้างซุ้มประตูไว้ด้วย เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วท่านอนาถะได้จารึกชื่อ
เจ้าเชตฯไว้ที่ซุ้มประตู อันเป็นที่มาของชื่อวัดว่า
 เชตวันมหาวิหาร 
ท่านอนาถบิณฑกะเศรษฐีได้สร้าง กุฏี วิหาร อุโบสถ ศาลาโรงธรรม พร้อมกับ
ห้องประชุม โรงครัว เวจกุฎี ห้องน้ำ บ่อน้ำ เป็นต้น 
พระพุทธองค์ประทับจำพรรษา ณ วัดพระเชตวันแห่งนี้ รวมแล้วถึง 19 พรรษา
  เพล- กินอาหารกลางวัน  
 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด 
แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แดนประสูติ ณ ประเทศเนปาล 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง
              
 

ระหว่างทาง แวะเที่ยวชม กรุงกบิลพัสดุ์ใหม่ (ฝั่งประเทศอินเดีย)
กรุงกบิลพัสดุ์ในปัจจุบัน เป็นเพียงชนบทเล็กๆ ชายแดนเขตประเทศอินเดีย

ต่อกับประเทศเนปาล พระราชวังและบ้านเมือง เหลือให้เห็นแต่เพียงซากอิฐ
ซากหิน ซึ่งมีไม่มาก ส่วนใหญ่น่าจะจมอยู่ใต้พื้นดิน ที่ยังไม่มีการขุดค้นหากัน
แต่อย่างใด ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกองโบราณคดีอินเดีย
สันนิษฐานว่า ในครั้งพุทธกาลหลังจากเจ้าศากยวงศ์ทั้งหลายถูกทำลายโดย
พระเจ้าวิฑูทภะ ชาวศากยวงศ์ส่วนที่ยังเหลืออยู่ได้มาสร้างวังแห่งใหม่ 
ณ สถานที่แห่งนี้ และสร้างสถูปพร้อมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย
กบิลพัสดุ์ใหม่ (ฝั่งประเทศอินเดีย) การขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ
ผอบหินสบู่ (Soap Stone) ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ขุดพบลึกลงไป 20 ฟุต ในพระสถูป ณ ตำบลปิปราหวะ 
ตั้งอยู่ปลายชายแดนเนปาล ซึ่งคือเมืองกบิลพัสดุ์ใหม่
มีอักษรจารึกแปลความได้ว่า 
นี้คือพระบรมสารีริกธาตุ 
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากศากยวงศ์ 
คือส่วนที่กษัตริย์ศากยราช ในกรุงกบิลพัสดุ์ได้รับแบ่งปันในเวลาที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ 
       เวลานั้นมาเครสเคอสัน เป็นอุปราชครองอินเดียอยู่
แต่ก่อนเคยอยู่ที่กรุงเทพฯ มีความคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปรารภว่า
   "พระเจ้าแผ่นดินที่เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในโลกปัจจุบันนี้ มีแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวอยู่พระองค์เดียว  มีความประสงค์จะถวายพระบรมสารีริกธาตุนั้นแด่พระองค์"
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุมเปรียญ) แต่ครั้งยังดำรงยศเป็น
พระยาสุขุมนัยวินิต เป็นผู้แทนประเทศไทย ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ นั้น
ครั้งนั้น พวกที่นับถือพุทธศาสนาในนานาประเทศ คือ ญี่ปุ่น พม่า ลังกา และ ประเทศไซบีเรีย 
ต่างก็ได้ส่งฑูตเข้ามาทูลขอพระบรมสารีริกธาตุนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้พระราชทานไปตามประสงค์
ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือนั้น โปรดสร้างพระเจดีย์ทองสัมฤทธิ์เป็นที่บรรจุ แล้วโปรดให้ประกอบพระราชพิธีบรรจุในพระเจดีย์บนยอดบรมบรรพต  เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2442
การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุคราวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร
จึงเสด็จพระราชดำเนินไม่ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา เสด็จแทนพระองค์
              
  เย็น- แวะพัก กินอาหารเย็น ที่วัดไทยนวราชรัตนาราม 960
  ก่อนถึงชายแดน 3 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ วัดไทยนวราชรัตนาราม (วัดไทย 960)  
  โครงการที่พักริมทาง สำหรับพุทธศาสนิกชน ผู้เดินทางแสวงบุญจากทั่วโลก
  มีห้องน้ำ ที่พัก ศาลาอเนกประสงค์ ร้านขายของที่ระลึก ชากาแฟ และ โรตีร้อนๆ 
  ราดนมข้นหวาน ที่ทางวัดมีไว้รับรองทุกคนที่มาเยือน
 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด 
จากนั้นออกเดินทางไปที่ ด่านโสเนาลี (Sonauli) 
ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและเดินทางต่อสู่ ลุมพินี
ช่วงค่ำ- เดินทางเข้าสู่ที่พัก 
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
                
DAY 03 วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เส้นทาง ลุมพินี-กบิลพัสดุ์-นิโคธาราม
เดินทาง รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยลุมพินี 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล
                
  05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. กินอาหารเช้า
07.00 น.  ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด  
08.00 น. เดินทางสู่ สังเวชนียสถาน ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
ซึ่งเชื่อกันว่าบริเวณ ที่ประสูติของสิทธัตถราชกุมาร คือจุดที่เสาศิลา ของพระเจ้าอโศกมหาราชตั้งอยู่ และยังมีข้อความภาษาพราหมีจารึกไว้อย่างสมบูรณ์
เขียนว่า เป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  มหามายาเทวีวิหาร (The Mahamaya Devi Temple) 
ภายในมีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ เป็นรูปพุทธมารดา
อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวา เหนี่ยวกิ่งไม้สาละ
มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะ ออกมาทางปัสสะขวา ของพระพุทธมารดา
ด้านหน้ามหามายาเทวีวิหาร มี สระโบกขรณี (The Sacred Pond) ซึ่งเป็นที่
สรงสนานของพระนางสิริมหามายาเทวี ก่อนและหลังประสูติกาลพระกุมาร
สวดมนต์บูชาสถานที่ประสูติ กล่าวคำอธิษฐานจิตให้ชีวิตประสบแต่ความดีงาม เสมือนการได้เกิดใหม่ในแดนประสูติแห่งนี้
เสาหินพระเจ้าอโศก มหามายาเทวีวิหาร เสาหินพระเจ้าอโศก มหามายาเทวีวิหาร
เสาหินพระเจ้าอโศก มหามายาเทวีวิหาร ศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ
กรุงกบิลพัสด์ุ  วัดนิโครธาราม
  เพล- กินอาหารกลางวัน
ช่วงบ่าย ออกเดินทางไปเที่ยว กรุงกบิลพัสด์ุ และ วัดนิโครธาราม
 
 
กรุงกบิลพัสดุ์ นครพุทธบิดา แม้ว่าจะไม่เป็นสังเวชนียสถาน แต่ก็มีความ
เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์เป็นอย่างมาก  เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธองค์ทรง
ประทับอยู่เมื่อครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นเมืองพุทธบิดาและเจ้าศากยะ
ทั้งหลาย มีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งพระธรรมเทศนาที่สำคั
หลายๆกัณฑ์ พระสาวกที่มีชาติภูมิในเมืองนี้ก็เป็นหลักสำคัญในการสืบต่อ
พระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน
  วัดนิโครธาราม เป็นอารามที่พระเจ้าสุทโธทนะ พร้อมด้วยพระประยูรญาติ 
แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ สร้างขึ้นถวายการต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คราวเสด็จนิวัตรพระนคร สร้างขึ้นเพื่อให้พระพุทธเจ้าประทับ พร้อมด้วย
พระอรหันต์ 20,000 รูป
  เย็นถึงค่ำ- เดินทางเข้าที่พัก กินอาหารเย็น
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
                 
DAY 04 วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เส้นทาง ลุมพินี-กุสินารา
เดินทาง ลุมพินี-กุสินารา 170 กม. นั่งรถ 4-5 ชม.
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
           
  05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. กินอาหารเช้า
07.00 น. มุ่งหน้าสู่เมืองกุสินารา *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง 
แวะพักระหว่างทาง ที่วัดไทยนวราชรัตนาราม (วัดไทย 960)
เพล- เดินทางถึงกุสินารา
เข้าสู่ที่พัก วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ กินอาหารกลางวัน
องค์พระพุทธปรินิพพาน
องค์พระพุทธปรินิพพาน
ปรินิพพานสถาน สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน มกุฏพันธนเจดีย์ สถูปที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ
ปรินิพพานสถาน สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน มกุฏพันธนเจดีย์ สถูปที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ
  ช่วงบ่าย- สู่สังเวชนียสถาน “ปรินิพพานสถาน” 
สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
 ณ สาลวโนทยาน ที่มีต้นสาละปลูกไว้เป็นอนุสรณ์ 
นมัสการมหาปรินิพพานสถูป และสักการะ พระพุทธรูปปางอนุฏฐิตสีหไสยาสน์ 
คือ ปางเสด็จบรรทมครั้งสุดท้าย ภายในวิหารปรินิพพาน  
หากจะทำพิธีถวายผ้าห่มพระพุทธปรินิพพานให้เตรียมผ้าขนาด
  กว้าง 2 เมตร ยาว 5.50 เมตร จะห่มได้พอดี
สวดมนต์บูชา องค์พระพุทธปรินิพพาน และอธิษฐานจิตขอพร
  จากนั้น เดินทางไป มกุฏพันธนเจดีย์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร 
ไปสักการะสถูปที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ หลังวันปรินิพพาน 7 วัน กล่าวคำบูชาสถานที่ถวายพระเพลิง และอธิษฐานจิตเรียบร้อย เป็นอันเสร็จพิธี
        
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  
สร้างขึ้นเพื่อน้อมเป็นพุทธบูชา และเฉลิมพระเกียรติ 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 
วาระครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา
ร่วมสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 
เสด็จแทนพระองค์ ทรงบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ใน “พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา” 
พระมหาเจดีย์ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในวัดไทยกุสินาราฯ
  18.00 น. กินอาหารเย็น
19.00 น. ร่วมกันทำวัตรเย็น ที่พระอุโบสถ
จากนั้น  ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด  
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย ในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
                
DAY 05 วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เส้นทาง กุสินารา-ไวสาลี
เดินทาง กุสินารา-ไวสาลี 200 กม. นั่งรถ 3-4 ชม. 
รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยไวสาลี 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยไวสาลี ประเทศอินเดีย 
       
  05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. ร่วมกันทำวัตรสวดมนต์  
07.00 น. กินอาหารเช้า
08.00 น. ออกเดินทาง
สู่เมืองไวสาลี *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
เพล- แวะพักระหว่างทางที่ วัดไทยเกษรียา กินอาหารกลางวัน
 ทำบุญหยอดตู้ ตามกำลังศรัทธา 
แวะเที่ยวชม มหาสถูปเกสเรีย หรือ เกสริยา 
เป็นสถูปโบราณขนาดใหญ่ 
ในครั้งพุทธกาลบริเวณนี้มีชื่อว่า
เกสปุตตนิคม เป็นหมู่บ้านชายแดนของ แคว้นวัชชีที่อยู่ติดกับพรมแดนของแคว้นมัลละ 
   มหาสถูปแห่งเกสเรียนี้ เป็นสถูปเดียวกับที่ปรากฏในบันทึกของพระถังซำจั๋ง ที่เคยจาริกแสวงบุญมายังสถานที่แห่งนี้ 
ท่านได้กล่าวไว้ว่า "สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระมหาสถูปที่ประดิษฐานบาตรของพระพุทธองค์ ครั้งนั้นพระพุทธองค์
ทรงประทานบาตรแก่ชาววัชชีเมืองไวสาลี ที่ตามมาส่งเสด็จพระพุทธองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จไปยังเมือง
กุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน"
 

บ่าย- เดินทางถึง วัดไทยไวสาลี

แล้วออกไปสักการะสถานที่สำคัญตามพุทธประวัติกัน
นครไวสาลี
 คือเมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี หนึ่งใน 16 แคว้นของชมพูทวีป
ครั้งพุทธกาล เรียกกันหลายชื่อว่าไวสาลี ไพสาลี หรือเวสาลี ก็ได้ ในสมัยพุทธกาลเคยเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่งอีกแห่งหนึ่ง
 

ไปกันที่ ปาวาลเจดีย์ สารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์ เป็นสถูปโบราณ ขนาดเส้นผ่าน

ศูนย์กลาง 3 เมตร มีสังกะสีมุงเป็นทรงกลมเหมือนกับศาลาแปดเหลี่ยม ล้อมรอบ
ฐานเจดีย์โบราณ ซึ่งได้รับการขุดค้นจากฝ่ายโบราณคดีของรัฐบาลกลางไปแล้ว และนักโบราณคดียืนยันเป็นหนึ่งเดียวว่า ที่นี้คือสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 
ที่ได้ขอแบ่งจากกุสินาราและจากสถูปอีก 7 แห่ง แล้วอัญเชิญมาบรรจุไว้ในสมัยเดียวกันกับ เมืองราชคฤห์ของพระเจ้าอชาตศัตรู คณะราชาลิจฉวี ราชามัลละ 
ราชาโกลิยะแห่งรามคาม พราหมณ์แห่งเวฏฐทีปกนคร ราชาโมลีนคร ราชาศากยะแห่งกบิลพัสดุ์
ปาวาลเจดีย์ สารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์ เสาหินพระเจ้าอโศก สถูปกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน
ปาวาลเจดีย์ สารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์ เสาหินพระเจ้าอโศก สถูปกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน
  จากนั้นไปต่อกันที่ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน  
เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงวิธีให้โรคร้ายระงับได้แล้ว ชาวเมืองไวสาลีประสงค์ สร้างอารามถวาย พระพุทธองค์ก็โปรดให้สร้างพระอาราม นอกเมืองเวสาลี ในป่า
มหาวัน ทางเหนือของอาณาจักรวัชชี อารามที่ชาวลิจฉวีสร้างถวายพระพุทธองค์ในป่ามหาวัน เรียกว่า “กูฏาคาร” มีภิกษุเข้าอยู่จำพรรษาในอารามนี้เป็นประจำ
สำหรับพระพุทธองค์นั้นประทับอยู่ในพรรษาที่ 5 และ พรรษาสุดท้ายคราวเมื่อเสด็จไปกุสินารา 
  เสาหินพระเจ้าอโศก ปัจจุบันมีเสาหินพระเจ้าอโศก 
ที่ยังมีหัวสิงห์ประดิษฐานอยู่ด้านบน ตั้งตระหง่านเด่นสง่างดงามมาก 
และหันหน้าไปทางทิศเหนือประหนึ่ง 
ว่าทอดอาลัยตามพระพุทธองค์ 
ครั้งเสด็จผ่านเมืองนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จไปปรินิพพาน ณ กุสินารานคร
 
 
ความรู้เพิ่มเติม-
พระพุทธองค์เสด็จกรุงไวสาลีหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเสด็จประทับที่ กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน 
ได้ตรัสแสดงธรรม ตอบปัญหาแก่ชาว
ไวสาลี 
ที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในโอกาส
และวาระต่างกัน
ที่ป่ามหาวัน เช่น สีหเสนาบดี เจ้าลิจฉวี เจ้าสุนักขัตตะ เป็นต้น
ศากิยานี อีก 500 ซึ่งเดินทางจากกรุงกบิลพัสดุ์ ได้รับการบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา
อันเป็นการเปิดโอกาสให้สตรีได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก
บัญญัติเข้าพรรษา  
สมัยนั้นเหล่าภิกษุพากันจาริกไปทุกฤดูกาล เหยียบย่ำข้าวกล้าในนา เบียดเบียนสัตว์เล็กมากมาย
ให้ลำบาก ชาวบ้านต่างพากันตำหนิว่า แม้แต่นกก็ยังรู้จักทำรังในช่วงฤดูฝน เหตุใดสาวกของ
พระสมณโคดม จึงไม่พำนักอยู่กับที่ เที่ยวเดินเหยียบย่ำพืชพันธุ์ให้เสียหายเช่นนี้  
พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงบัญญัติกาลเข้าพรรษาไว้ 2 ระยะ ดังนี้
ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันเพ็ญเดือน 11 เรียกว่า ปุริมิกา พรรษาต้น
ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันเพ็ญเดือน 12 เรียกว่า ปัจฉิมิกา พรรษาหลัง
  เย็นถึงค่ำ- เดินทางถึงไวสาลี เข้าสู่ที่พัก กินอาหารเย็น 

 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด   

ให้เวลาอิสระ พักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
             
DAY 06 วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เส้นทาง ไวสาลี-ราชคฤห์-นาลันทา
เดินทาง ไวสาลี-นาลันทา 150 กม. นั่งรถ 4-5 ชม.
รถบัสปรับอากาศ 
ที่พัก วัดไทยนาลันทา
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
 
             
  05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. กินอาหารเช้า
แล้วมุ่งหน้าสู่เมืองราชคฤห์-นาลันทา *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง
  ระหว่างทาง จะผ่าน สะพานมหาตมะคานธีเสตุ (Mahatama Ghandhi Setu) 
เป็นสะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำคงคา จากเมืองไวสาลีไปเมืองปัตนะ ถือว่า 
เป็นสะพานที่ยาวที่สุดในบรรดาสะพานข้ามแม่น้ำในอินเดีย 
จากจุดเริ่มต้นจนสุดสะพาน 12 กิโลเมตร เฉพาะช่วง แม่น้ำ 6 กิโลเมตร 
สร้างขึ้นในสมัยของนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี เป็นสะพานที่สร้างเพื่อเป็น
อนุสรณ์แก่ มหาบุรุษของอินเดีย คือ ท่านมหาตมะ คานธี
เมืองปัตนะ หรือแต่เดิมคือ เมืองปาฏลีบุตร  
เคยเป็นเมืองหลวงในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช อยู่ห่างจากราชคฤห์ 90 กิโลเมตร
ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ (Patna) เป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร 
เมื่อครั้งพุทธกาลคือหมู่บ้านปาฏลีคาม พระพุทธองค์เสด็จผ่านหลายครั้ง เช่น เมื่อครั้งที่เสด็จไปโปรดประชาชนชาวไพศาลีคราวที่ประสบภัยพิบัติ ทรงให้พระอานนท์
นำน้ำพระพุทธมนต์ประพรม เป็นเหตุให้ภัยทั้งหลายสงบระงับลงได้ 
ครั้งสุดท้ายเสด็จมารับอาหารบิณฑบาตจาก วัสสการพราหมณ์และสุนีธะพราหมณ์  
อำมาตย์เอกของพระเจ้าอชาตศัตรู ก่อนที่จะเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาไปจำพรรษาสุดท้ายที่นครไพศาลี และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ กุสินารา
            
  เพล- เข้าสู่ที่พัก ที่วัดไทยนาลันทา กินอาหารกลางวัน
แล้วเดินทางไปเที่ยวเมืองราชคฤห์ กันเลย
เมืองราชคฤห์ (Rajgir) เมืองที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนาได้ประดิษฐาน ตั้งมั่นที่เมืองนี้มาโดยตลอด
เพราะการอุปถัมภ์บำรุงของพระราชาผู้ทรงธรรมของเมือง เมืองราชคฤห์จึงเต็มไปด้วยโบราณสถานต่างๆ มากมาย


 
ไปกันที่ สวนเวฬุวัน
สักการะบูชาสถานที่อันเคยเป็นที่ตั้งของ วัดเวฬุวันวิหาร วัดที่พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงถวายสวนเวฬุวัน ให้เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในพระพุทธศาสนา 
พระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษา ณ ที่แห่งนี้รวมแล้ว 6 พรรษา เป็นที่ทรงตั้งอัครสาวกคือ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และยังเป็นสถานที่ที่พระอรหันต์
1,250 รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย ในวัน จาตุรงคสันนิบาต มาฆบูชา 
และพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แก่ภิกษุเหล่านั้น
มูลคันธกุฎี ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ
 วัดเวฬุวันวิหาร วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา มูลคันธกุฎี ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ
ถ้ำสุกรขาตา บนเขาคิชฌกูฏ
ถ้ำสุกรขาตา บนเขาคิชฌกูฏ ถ้ำพระโมคคัลลานะ บนเขาคิชฌกูฏ


 
จากนั้น ไปเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏ
เขาคิชฌกูฏ คือหนึ่งในเบญจคีรีหรือภูเขา 5 ลูก ได้แก่ เวภาระ เวปุละ คิชฌกูฏ อิศิคิลิ และปัณฑวะ ที่ชื่อเขาคิชฌกูฏนั้น เพราะมีลักษณะเหมือนนกแร้ง หรือ
เป็นที่เกาะอาศัยของฝูงแร้งที่มาคอยกินซากศพโจรที่ถูกประหารและทิ้งลงเหว ในบริเวณโดยรอบเขาคิชฌกูฏนั้น นับว่าเป็นที่สัปปายะของเหล่าพระอริยสาวก
เป็นที่จำพรรษาของพระอรหันต์หลายองค์ เช่น พระสารีบุตร พระอานนท์ 
พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระปุณณมันตานี
บุตร และพระอุบาลี เป็นต้น
ระยะเดินขึ้นเขาคิชฌกูฎ ประมาณ 1 กิโลเมตร
ทางเดินขึ้นเขา ทางชัน แต่ปูลาดเดินง่าย (ตามภาพ)
มีขั้นบันไดเดินสะดวก เหนื่อยประมาณหนึ่งช่วงเริ่มเดิน
เดินไปได้สักพักจะดีขึ้น ค่อยๆไปช้าๆ เดินได้สบายๆ
แนะนำ สำหรับผู้ใหญ่ที่เดินไม่ค่อยไหว ขาไม่ดี หัวเข่าเจ็บ ฯลฯ
ที่นี่จะมีเสลี่ยงไว้ให้บริการค่ะ (ลักษณะเป็นดังรูป) 
ถ้าต้องการใช้บริการ กรุณาแจ้งทีมงานล่วงหน้า 
ราคา ขึ้น-ลง ต่อท่านประมาณ 1400 รูปี 
รวมทิปให้คนแบก
  ระหว่างทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฎ ผ่าน 2 ถ้ำหลัก คือ
1) ถ้ำพระโมคคัลลานะ 
เป็นที่จำพรรษาของพระอัครสาวกผู้เลิศทางอิทธิฤทธิ์ 
คือ พระโมคคัลลานะ และที่แห่งนี้เองเป็นที่แก้ข้อสงสัยเรื่อง
เปรตมีจริงหรือไม่
มองขึ้นจากทางเดินจุดที่เป็นถ้ำของพระโมคคัลลานะนั้นจะเห็นก้อนหินตั้งเรียงกันสามก้อน มีช่องระหว่างเขาที่พอเดินได้ เมื่อก่อนยังไม่ก่อหินกั้นไว้ จะเป็นทาง
ขึ้นลงเพียงทางเดียวเท่านั้น ณ จุดนี้เองเชื่อกันว่าเป็นที่พระเทวทัตใช้ความพยายามกลิ้งก้อนหินเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์
  2) ถ้ำสุกรขาตา   
มีลักษณะเหมือนคางหมู ในสมัยพุทธกาล ถ้ำสุกรขาตาเป็นสถานที่ซึ่ง
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรด ทีฆนขปริพาชก 
ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร
ในขณะที่พระสารีบุตรกำลังนั่งถวายงานพัดอยู่นั้น ท่านก็ได้ฟังธรรม และสำเร็จ
เป็นพระอรหันต์ในขณะนั้นเอง เมื่อวันมาฆปุณณมี 
เพ็ญเดือน 3 หลังจาก
อุปสมบทแล้ว 15 วัน ส่วนทีฆนขปริพาชกได้บรรลุโสดาปัตติผลประกาศตน
เป็นอุบาสกผู้นับถือพระรัตนตรัย
  ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ มูลคันธกุฎี คือที่ประทับส่วนพระองค์ของพระบรมศาสดา
ในพรรษาที่ 3, 5 และ 7 และ พรรษาสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน 
มูลคันธกุฎีแห่งเขาคิชฌกูฏนี้ บริเวณที่ประทับของเดิมเป็นกุฎีแคบๆ เหมาะที่จะนั่งมากกว่านอน วัดดูด้วยศอกได้กว้าง 3 ศอก กับ 1 คืบ ยาว 4 ศอกเท่านั้น 
เป็นที่ซึ่งชาวพุทธถือว่าสำคัญ พากันมากราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ ที่เสด็จมาประทับ ณ ยอดเขาแห่งนี้อยู่เสมอ และได้แสดงธรรมหลายพระสูตร
เช่น ธัมมิกสูตร มหาสาโรปมสูตร อาฏานาฏิยสูตร อปริหานิยธัมมสูตร เป็นต้น
ผู้มาถึงสถานที่แห่งนี้ เหมือนว่าได้มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ดวงจิตมีแต่ความปีติเบิกบานอย่างน่าอัศจรรย์
  เย็นถึงค่ำ- กินอาหารเย็น
จากนั้  ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด  
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย ในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
                     
DAY 07 วันเสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เส้นทาง นาลันทา-พุทธคยา
เดินทาง นาลันทา-พุทธคยา  95 กม. นั่งรถ 2-3 ชม.
รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยพุทธคยา 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยพุทธคยา
             
  05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. กินอาหารเช้า 
แล้วออกไปเที่ยวเมืองนาลันทา 

 
นาลันทา เป็นบ้านเกิดของอัครสาวกซ้าย-ขวา พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร
07.00 น. ไปกราบนมัสการ หลวงพ่อองค์ดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อายุนับพันปีแห่งเมืองนาลันทา เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากหินดำ ทางการไม่สามารถย้าย
เพื่อนำมาเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ได้เนื่องด้วยองค์ท่านใหญ่มาก และทุกครั้งที่มีความพยายามโยกย้ายท่านออกไป ก็จะเกิดเหตุอาเพศเป็นประจำปัจจุบัน
ชาวบ้านท้องถิ่นมีความเชื่อว่าหลวงพ่อ สามารถดลบันดาลให้หายเจ็บหายป่วย
คณะผู้แสวงบุญที่เลื่อมใสศรัทธา พากันไปกราบไหว้ขอความเป็นสิริมงคล
หลวงพ่อดำ เมืองนาลันทา สารีบุตรสถูป มหาวิทยาลัยนาลันทา
หลวงพ่อดำ เมืองนาลันทา สารีบุตรสถูป มหาวิทยาลัยนาลันทา
  ไปกันที่ มหาวิทยาลัยนาลันทา 
มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของพุทธศาสนา เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในโลก ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพัง สะท้อนความยิ่งใหญ่ในอดีต
พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างไว้เพื่อเป็นที่ศึกษาธรรมและเป็นอนุสรณ์สำหรับอัครสาวกทั้งสองท่าน ปัจจุบันเรียกสถานที่แห่งนี้ คือหมู่บ้านสารีจักร ทางรัฐบาล
ได้ทำการขุดค้นในเนื้อที่ 231 ไร่ ในอดีตมหาวิทยาลัยแห่งนี้ประกอบด้วย ห้องเรียน ห้องสมุด หอพักนักศึกษา หอสวดมนต์ โรงครัว ยุ้งฉาง บ่อน้ำ
มีพระสงฆ์มาศึกษาจำนวนมาก และมีครูอาจารย์สอนถึง 1,400 ท่าน
  สารีบุตรสถูป เป็นสถูปที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระสารีบุตร 
อัครสาวก บริเวณที่ประชุมเพลิง สร้างสมัยแรกโดยโยมมารดาท่านสารีบุตร 
คือ นางสารีพราหมณี ต่อมาพระเจ้าอโศกได้สร้างเสริมจากที่เดิม และกลายเป็น
สถานที่สักการะของมหาชน ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยนาลันทา
  เพล- กินอาหารกลางวัน  
แล้วออกเดินทางสู่เมืองพุทธคยา *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง
เย็นถึงค่ำ- เดินทางถึงพุทธคยา เข้าที่พัก กินอาหารเย็น 
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
                               
DAY 08 วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560
เส้นทาง พุทธคยา
เดินทาง เดินเท้า หรือ นั่งรถประมาณ 10-15 นาที
รถบัสปรับอากาศ 
ที่พัก วัดไทยพุทธคยา 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยพุทธคยา
              
  05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. ร่วมกันทำวัตรสวดมนต์
07.00 น. กินอาหารเช้า
  08.00 น. อากาศตอนเช้าที่แดดยังไม่ร้อน ไปเที่ยวชม วัดพุทธนานาชาติ 
ซึ่งสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมของแต่ละประเทศ ทั้งสายเถรวาท
และสายมหายาน เช่น วัดภูฏาน และวัดญี่ปุ่น
  แล้วเดินทางไปที่ สถูปเนินดินบริเวณที่เคยเป็น บ้านนางสุชาดา 
ผู้ถวายข้าวมธุปายาสก่อนวันตรัสรู้ จากจุดนี้สามารถมองเห็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นจุดที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้า 
จากนั้นไปที่บริเวณสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานจิตลอยถาดทองคำ 
ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา หรือที่เรียกกันว่า “แม่น้ำแห่งการตรัสรู้”
สถูปเจดีย์ บ้านนางสุชาดา ริมฝั่งน้ำเนรัญชรา ที่เหลือแต่ผืนทราย
สถูปเจดีย์ บ้านนางสุชาดา ริมฝั่งน้ำเนรัญชรา ที่เหลือแต่ผืนทราย
  เพล- กินอาหารกลางวัน
13.00 น. พร้อมกันที่พระอุโบสถ   
 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด 
  ออกเดินทาง สู่สังเวชนียสถาน 
มหาเจดีย์พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า 
บูชาสถานที่ตรัสรู้ บริเวณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ 
นมัสการ 
พระแท่นวัชรอาสน์  ที่สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช 
กราบสักการะและขอพร หลวงพ่อ พระพุทธเมตตา
พระปฏิมาประธานปางมารวิชัยอายุกว่า 1,400 ปี ภายในวิหารมหาเจดีย์พุทธคยา
อนิมิสสเจดีย์ สถานที่ประทับเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 2
รัตนจงกรมเจดีย์ ที่ทรงเสด็จดำเนินจงกรม เสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 3
สระมุจลินท์ (จำลอง) ที่ประทับเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 6 เป็นต้น
อภิสัมพุทธสถาน มหาเจดีย์พุทธคยา หลวงพ่อพระพุทธเมตตา
อภิสัมพุทธสถาน มหาเจดีย์พุทธคยา หลวงพ่อพระพุทธเมตตา
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รัตนจงกรมเจดีย์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รัตนจงกรมเจดีย์
  18.30 น. กินอาหารเย็น
คืนนี้ ร่วมกันสวดมนต์ข้ามคืน ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 
รับพรปีใหม่ สุขใจ ที่วัดไทยพุทธคยา

 
แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
       
DAY 09 วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561
เส้นทาง พุทธคยา-พาราณสี
เดินทาง ประมาณ 260 กม. นั่งรถ 5-6 ชม.
รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยสารนาถ 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
วัดไทยสารนาถ อินเดีย
              
  04.00 น. ตื่นนอน
05.00 น. ไปร่วมกันทำวัตรสวดมนต์ ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในเช้าวันปีใหม่   
  07.00 น. กินอาหารเช้า
ให้เวลาอิสระ ตามอัธยาศัย ในพุทธคยา
  เพล- กินอาหารกลางวัน
13.00 น. ออกเดินทางสู่เมืองพาราณสี *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง
เย็นถึงค่ำ- เดินทางถึงพาราณสี เข้าสู่ที่พัก กินอาหารเย็น 
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
               
DAY 10 วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561
เที่ยวบิน ภายในประเทศ
9W742
    พาราณสี-เดลลี
     เวลา 17.00-18.20
เที่ยวบิน ระหว่างประเทศ    เปลี่ยนเครื่องที่เดลลี
9W64
    เดลลี-กรุงเทพ
     เวลา 23.25-04.55
เส้นทาง พาราณสี-เดลลี-กรุงเทพ
เดินทาง พาราณสี-เดลลี นั่งเครื่อง 1 ชม 20 นาที 
เดลลี-กรุงเทพ นั่งเครื่อง 4 ชม
  รอต่อเครื่องประมาณ 5 ชม
  duty free shopping  
พักผ่อนบนเครื่องบิน
    
  05.00 น. ออกจากที่พัก ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางไปเยือนคงคามหานที
ลงเรือล่องไปตามลำน้ำคงคา ชมวิถีชีวิตผู้คนริมฝั่งน้ำ ดูพิธีอาบน้ำล้างบาป บูชาพระอาทิตย์ ชมกองไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยดับบริเวณท่ามณิกรรณิการ์ 
เพราะมีการเผาศพอยู่ตลอดเวลาตามความเชื่อที่ว่าที่นี่เป็นท่าของพระศิวะ หากนำศพมาเผาและเอากระดูกเถ้าถ่านโปรยลงที่ท่าน้ำนี้จะได้ไปสวรรค์ 
ทำพิธีลอยกระทงดอกไม้และจุดเทียนบูชา พระบรมสารีริกธาตุ และแม่คงคา ชมพระอาทิตย์ขึ้นริมฝั่งคงคาซึ่งเรียกได้ว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
กลับจากแม่น้ำคงคา กินอาหารเช้า 
แล้วไปกราบสักการะสถานที่สำคัญตามพุทธประวัติ
อาทิตย์ขึ้น ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา - พาราณสี ล่องเรือแม่น้ำคงคา - พาราณสี
อาทิตย์ขึ้น ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา - พาราณสี ล่องเรือแม่น้ำคงคา - พาราณสี
  สู่สังเวชนียสถาน “อิสิปตนมฤคทายวัน" สถานที่แสดงปฐมเทศนา 
เป็นการแสดงธรรมครั้งแรกที่มีชื่อว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร 
สักการะธัมเมกขสถูปที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 
และ ฤษีโกณทัญญะบรรลุโสดาบัน ทูลขอบวชเป็นพุทธสาวกรูปแรก และเป็นวันแรกที่มีพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ครบองค์รัตนตรัย
  สวดมนต์บูชาสถานที่แสดงปฐมเทศนา และอธิษฐานจิตแผ่บุญ 
กราบสักการะมูลคันธกุฎีที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาแรก และยสเจตียสถาน 
สถานที่แห่งความไม่ขัดข้อง ไม่มีความวุ่นวาย เป็นเจดีย์ขนาดเล็กมีอาคารสี่ เหลี่ยมมุงไว้เป็นอย่างดี สถานที่นี้เชื่อกันว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธาภินิหาร 
โปรดพระยสกุลบุตรผู้เป็นบุตรเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสี ด้วยอนุปพพิกถา 
ในข้อธรรมที่แสดงทาน ศีล สวรรค์ เนกขัมมะ กามาทีนพ ตามลำดับ 
เป็นผลให้ยสมาณพได้ ดวงตาเห็นธรรม และให้บิดาได้เป็นปฐมอุบาสก มารดาและภรรยาได้เป็นปฐมอุบาสิกา ณ สถานที่นี้อีกด้วย
ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา พิพิธภัณฑ์สารนาถ
ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา พิพิธภัณฑ์สารนาถ
  เข้าชม พิพิธภัณฑ์สารนาถ 
ที่รวบรวมเก็บรักษาพระพุทธรูปและวัตถุโบราณ 

ที่ขุดได้ในบริเวณสารนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2483 เช่น ยอดเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งแกะสลักเป็นรูปสิงโต 4 เศียร หันหลังชนกัน 
และพระพุทธรูปหินทรายแดงเนื้อละเอียดปางปฐมเทศนา ที่มีพุทธลักษณะอันโดดเด่นงดงามที่สุดองค์หนึ่งในชมพูทวีป
          
  เพล- กินอาหารกลางวัน 
 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด   
 กราบลาพระธรรมวิทยากร  
เชิญทุกท่านร่วมกันกราบขอบคุณพระธรรมวิทยากรที่ได้ให้ความรู้ตลอดเวลาที่
เดินทางไปสังเวชนียสถานในที่ต่างๆ และกราบขอขมาในสิ่งที่พวกเราได้ล่วงเกิน
ต่อพระสงฆ์ แล้วร่วมกันถวายปัจจัย ทำบุญถวายแก่พระธรรมวิทยากร
              
  13.00 น. ออกเดินทางไป สนามบินพาราณสี
Check in บัตรโดยสารและโหลดสัมภาระ
 *โหลดกระเป๋าได้หนัก ไม่เกิน 20 กิโลกรัม เท่านั้น   
17.00 น. ได้เวลาเครื่องออก *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที
18.20 น. ถึงสนามบินเดลลี ไปรอต่อเครื่องกลับกรุงเทพกัน
  *กินอาหารเย็น ที่สนามบิน  ต่างคนต่างเลือกซื้อกินตามอัธยาศัย
    รับเงินค่าอาหาร ที่หัวหน้าทัวร์ 
23.25 น. ได้เวลาเครื่องออก กลับกรุงเทพ 
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 
ชั่วโมง  *มีอาหารเสริฟบนเครื่อง  
                  
DAY 11 วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561
กลับถึง bangkok
  04.55 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 
กลับสู่อ้อมกอดของดินแดนมาตุภูมิโดยสวัสดิภาพ
พร้อมกับมุมมองใหม่ๆในโลกใบเดิมที่แคบลงเสมอ 
เมื่อการเดินทางสิ้นสุด ..... สวัสดีเมืองไทย
           
  
หมายเหตุ โปรแกรมการเดินทาง อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมของช่วงเวลา 
และสถานการณ์เฉพาะหน้า
    
     
ราคาค่าเดินทาง 47,500 บาท
  โปรดทราบ- 
การคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ คิดจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่ 35.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 
ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการแจ้งปรับเปลี่ยนราคาค่าเดินทาง 
หากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นของอัตราแลกเปลี่ยน 
โดยยึดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จ่ายเงินค่าทัวร์ครบเต็มจำนวนเป็นหลัก
  เงื่อนไข- 
พักที่วัด นอนแยกชาย-หญิง ไม่มีจัดให้นอนเดี่ยว
  ส่วนลดพิเศษ-  (หักจากการจ่ายเงินงวดสุดท้าย)
มีวีซ่า อินเดีย-เนปาล อยู่แล้ว หรือ ทำวีซ่าเอง    ลดค่าวีซ่า 5,300 บาท
พระสงฆ์และแม่ชี ลดราคา 6,000 บาท (เฉพาะกรณีที่มีหนังสือสุทธิ)
พาพ่อแม่ไป ลดให้ทั้งครอบครัว ท่านละ 500 บาท
เคยเดินทางกับ วันแรมทาง ลด 1,000 บาท
  ราคานี้รวม-
ค่าตั๋วเครื่องบิน สายการบิน ตามที่ระบุในโปรแกรม
ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบินไทย-อินเดีย
ค่าวีซ่าอินเดีย ค่าวีซ่าเนปาล
อาหารมื้อหลักทุกมื้อ รวม ชา กาแฟ ของหวาน ผลไม้
น้ำดื่มบรรจุขวด (ไม่จำกัดจำนวน แต่กรุณาดื่มอย่างรู้คุณค่า)
วัดไทย พักห้องละ 4-6 ท่าน แยกชาย-หญิง (หรือแล้วแต่ทางวัดจะจัดให้) 
เป็นห้องพัดลม มีห้องน้ำในตัว 
โรงแรม พักห้องละ 2-3 ท่าน
เงินทำบุญ ค่าธรณีสงฆ์-ค่าน้ำค่าไฟ-ค่าอาหาร ทุกวัดที่เข้าพัก
เงินทำบุญ ถวายพระธรรมวิทยากร
ค่ารถปรับอากาศตลอดเส้นทาง
ค่าบัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ เฉพาะตามที่ระบุในโปรแกรม
ค่าบริการ หัวหน้าทัวร์คนไทย 
   ประกันอุบัติเหตุ  
CHARTIS New Hampshire Insurance  วงเงิน 2,000,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 500,000 บาท 
เงื่อนไข- ภายใต้ข้อตกลงที่มีไว้กับบริษัทประกันชีวิต ครอบคลุมเฉพาะกรณีอุบัติเหตุ 
ไม่ครอบคลุมกรณี มีโรคประจำตัว เจ็บป่วย เป็นไข้หวัด ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ ระหว่างเดินทาง
  ราคานี้ไม่รวม-
ค่ากล้องถ่ายรูป และ ค่ากล้องวีดีโอ ซึ่งเรียกเก็บเป็นบางสถานที่
ค่าทิป escort หรือผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์ ชาวอินเดีย
ค่าทิป หัวหน้าทัวร์คนไทย
ค่าทิป คนขับรถ เด็กรถ เด็กยกกระเป๋า และทิปอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ
  ค่าทิป-  (ให้ในวันสุดท้าย ของการเดินทาง)
  ทีมงานอินเดีย (ไกด์ท้องถิ่น คนขับรถ เด็กรถ) 
    เผื่อเงินไว้ประมาณ 2,000 รูปี หรือ 1,000 บาท สำหรับ 10 วัน ในอินเดีย
  เด็กยกกระเป๋า ควรให้ไม่ต่ำกว่า 20 รูปี ต่อครั้ง
  หัวหน้าทัวร์คนไทย แล้วแต่ความพอใจ
  หมายเหตุ-
อาหารมื้อเย็น (ท่านใดถือศีล 8 ไม่กินอาหารเย็น ไม่คืนค่าอาหาร เงินทำบุญวัดทั้งหมด)
การเข้าพักที่วัด ทางเราได้จัดเตรียมเงินทำบุญ ถวายเป็นค่าธรณีสงฆ์
ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหาร ไว้แล้ว ตามความเหมาะสม ถ้าใครต้องการจะทำบุญเพิ่มก็แล้วแต่ศรัทธา
     
               
การชำระเงิน
1) จ่ายมัดจำ จำนวน 5,000  บาท ทันทีที่จอง
2) จ่ายงวดแรก จำนวน 21,250  บาท ภายในวันที่   24 ตุลาคม 60
3) จ่ายส่วนที่เหลือ จำนวน 21,250  บาท ภายในวันที่   24 พฤศจิกายน 60
              
         
เงื่อนไขการให้บริการ
  จองล่วงหน้าตามช่วงเวลาที่กำหนด ชำระเงินตามเงื่อนไขข้างต้น
ขอยกเลิกการเดินทาง ยึดเงินมัดจำ และหักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง 
และ/หรือ ขอยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน เก็บค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน
  เมื่อท่านออกเดินทางกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง 
เช่น ไม่เที่ยวบางรายการ ไม่ทานอาหารบางมื้อ หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่า
ท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจำคืนได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
  รณีที่การตรวจคนเข้าเมืองทั้งที่กรุงเทพฯ และในต่างประเทศ ปฏิเสธมิให้เดินทาง
ออกหรือเข้าประเทศในรายการเดินทาง หรือ กรณีความล่าช้าจากสายการบิน
การประท้วง, การนัดหยุดงาน, การก่อจลาจล 
ทางเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนค่าบริการไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น
  เมื่อท่านตกลงชำระเงิน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน 
ถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ระบุไว้แล้วทั้งหมด
         
            
ขั้นตอนง่ายๆในการจองทริปกับเรา
1  2  3  4 
คลิกเพื่อจองทริป คลิกตรวจรายชื่อ คลิกเพื่อโอนเงิน คลิกเพื่อส่งเอกสาร
       
บริการของเรา
คำแนะนำ เตรียมของ เตรียมของ ฝากแลกเงิน จองโรงแรม
         
             
           
  ถ้ามีปัญหาสั่งพิมพ์ไม่ได้ กรุณาโทรแจ้ง 024054561, 0816928233 
หรือส่ง email แจ้งขอโปรแกรมได้ที่ 
info@wanramtang.com
 
               
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ที่อยู่ แผนที่ วันแรมทาง
บ้านวันแรมทาง
1/60 ซ. อนามัยงามเจริญ 12 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์  024054561
แฟกซ์  024054560
มือถือ - ปลา 0898119139 (AIS)
มือถือ - นุ้ย 0816928233 (DTAC)
Email info@wanramtang.com  และ  wanramtang@hotmail.com
Line ID/โทรศัพท์ wanramtang3 / 0876997475
 
วันทำงาน วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น.
วันเสาร์ เวลา 09.00-12.00 น.
วันอาทิตย์ หยุดงาน งดการติดต่อทุกเรื่อง
ถ้าไม่รับสายหรือโทรไม่ติด กรุณาส่งเป็นข้อความ sms ส่ง email หรือ Line

        

หรือติดต่อผ่านระบบอัตโนมัติ ด้านล่างนี้

 


ชื่อ :  *
เบอร์โทรศัพท์ :  *
อีเมล :  *
ชื่อทริปเดินทาง :  *
วันที่เดินทาง :  *
ต้องการ : จองทริป
สอบถาม
หัวข้อที่ต้องการสอบถาม :
รายละเอียด :



โปรแกรม สังเวชนียสถาน

สังเวชนียสถาน (14-23 ตุลาคม 2560)
สังเวชนียสถาน ถ้ำอชันต้า (24 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2560)
สังเวชนียสถาน ถ้ำอชันต้า (24 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2560)
สังเวชนียสถาน (4-11 กุมภาพันธ์ 2561)
สังเวชนียสถาน ทัชมาฮาล (3-12 มีนาคม 2561)



dot
รับข่าวการเดินทาง

dot
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/06037
ติดต่อเรา
โปรแกรมการเดินทาง
แพ็คเกจ เที่ยวอินเดีย
dot
dot
dot
dot
dot
dot










อุณหภูมิ พยากรณ์อากาศ


Copyright © 2007-2017 สงวนลิขสิทธิ์ภาพและบทความที่จัดทำขึ้นโดยเว็บไซต์ ห้ามลอกโดยเด็ดขาด
ติดต่อเรา
บริษัท อัพเดททัวร์แอนด์ทราเวล จำกัด
เลขที่ 1/60 ซอยอนามัยงามเจริญ 12 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์ : 024054561 , 0816928233 (dtac) , 0898119139 (ais) โทรสาร : 024054560
Email : info@wanramtang.com , wanramtang@hotmail.com
Line ID: wanramtang3