dot dot
สังเวชนียสถาน (27 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2561)
อัพเดทโปรแกรม 3/10/2561
            

บินตรงสู่พาราณสี ด้วยการการบินไทยสมายล์

 
   
ทัวร์แสวงบุญ อินเดีย เนปาล
สังเวชนียสถาน 4 ตำบล
กรุงเทพ พาราณสี พุทธคยา ราชคฤห์ นาลันทา ไวสาลี
กุสินารา ลุมพินี สาวัตถี ลักเนา กรุงเทพ
27 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน 2561
10 วัน 8 คืน
เปิดรับ 20 ท่าน *ออกเดินทางแน่นอน

46,000 บาท

             

มี พระธรรมวิทยากร บรรยายตลอดการเดินทาง..
นำพา สวดมนต์ นั่งสมาธิ และเจริญจิตภาวนา 

            
ทัวร์แสวงบุญ
เส้นทางธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ประเทศอินเดีย เนปาล
สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน และปฐมเทศนา
เป็นทริปแบบกันเอง ไม่เหนื่อย สะดวกสบายพอประมาณ
พักวัดไทย ร่วมบุญทำบุญทอดผ้าป่า ตามกำลังศรัทธา
              
โปรแกรมการเดินทาง
          

จุดนัดพบ
สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 3 บริเวณที่นั่งหน้าประตู
วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เวลา 08.00 น. (แปดโมงตรง)

    
DAY 01 วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เที่ยวบิน ระหว่างประเทศ
WE327
    bangkok-varanasi
     เวลา 12.10-15.50
เส้นทาง  กรุงเทพ - พาราณสี
เดินทาง กรุงเทพ-พาราณสี , นั่งเครื่อง 4 ชม 40 นาที
สนามบิน-ที่พัก , นั่งรถประมาณ 45 นาที
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยสารนาถ 
พักห้องละ 3-4 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยสารนาถ อินเดีย
    
เริ่มโปรแกรมทัวร์-
 
08.00 น. พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ 
เมื่อทุกท่านมากันพร้อม ทีมงานจะพาไปเช็คอิน ที่เคาน์เตอร์สายการบิน 
*สามารถโหลดกระเป๋าได้หนัก ไม่เกิน 20 กิโลกรัม
12.10 น. ได้เวลาเครื่องออก เดินทางสู่ประเทศอินเดีย 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม. 40 นาที   กินอาหารกลางวัน  บนเครื่องบิน
15.50 น. ถึงแผ่นดินอินเดียท่าอากาศยานนานาชาติ เมืองพาราณสี 
ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร
รถบัสมารับ เดินทางเข้าสู่วัดไทย 
        
ปลา' Tour Leader พาเที่ยว รถปรับอากาศ สำหรับคณะนี้
      
18.00 น. กินอาหารเย็น
19.00 น. พร้อมกันที่จุดนัดหมาย
ทอดผ่าป่า วัดที่ 1 - วัดไทยสารนาถ 
 ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัด ตามกำลังศรัทธา 
แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
          
DAY 02 วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เส้นทาง  พาราณสี - พุทธคยา
เดินทาง ประมาณ 260 กม. นั่งรถ 5-6 ชม.
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยพุทธคยา 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยพุทธคยา
     
04.00 น. ตื่นนอน
05.00 น. ออกจากที่พัก ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางไปเยือน คงคามหานที ลงเรือล่องไปตามลำน้ำคงคา ชมวิถีชีวิตผู้คนริมฝั่งน้ำ ดูพิธีอาบน้ำล้างบาป บูชาพระอาทิตย์ ชมกองไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยดับบริเวณท่ามณิกรรณิการ์ เพราะมีการเผาศพอยู่ตลอดเวลาตามความเชื่อที่ว่าที่นี่เป็นท่าของพระศิวะ หากนำศพมาเผาและเอากระดูกเถ้าถ่านโปรยลงที่ท่าน้ำนี้จะได้ไปสวรรค์ ทำพิธีลอยกระทงดอกไม้และจุดเทียนบูชา พระบรมสารีริกธาตุ และ แม่คงคา  ชมพระอาทิตย์ขึ้นริมฝั่งคงคาซึ่งเรียกได้ว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

กลับจากแม่น้ำคงคา กินอาหารเช้า 
แล้วไปกราบสักการะสถานที่สำคัญตามพุทธประวัติ
      
อาทิตย์ขึ้น ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา - พาราณสี ล่องเรือแม่น้ำคงคา - พาราณสี
อาทิตย์ขึ้น ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา - พาราณสี ล่องเรือแม่น้ำคงคา - พาราณสี

      
สังเวชนียสถาน ลำดับที่ 1

สู่สังเวชนียสถาน “อิสิปตนมฤคทายวัน" สถานที่แสดงปฐมเทศนา เป็นการแสดงธรรมครั้งแรกที่มีชื่อว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สักการะธัมเมกขสถูปที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และ ฤษีโกณทัญญะบรรลุโสดาบัน ทูลขอบวชเป็นพุทธสาวกรูปแรก และเป็นวันแรกที่มีพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ครบองค์รัตนตรัย 

สวดมนต์บูชาสถานที่แสดงปฐมเทศนา และอธิษฐานจิตแผ่บุญ กราบสักการะมูลคันธกุฎีที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษาแรก และยสเจตียสถาน สถานที่แห่งความไม่ขัดข้อง ไม่มีความวุ่นวาย เป็นเจดีย์ขนาดเล็กมีอาคารสี่ เหลี่ยมมุงไว้เป็นอย่างดี สถานที่นี้เชื่อกันว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธาภินิหาร โปรดพระยสกุลบุตรผู้เป็นบุตรเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสี ด้วยอนุปพพิกถา ในข้อธรรมที่แสดงทาน ศีล สวรรค์ เนกขัมมะ กามาทีนพ ตามลำดับ เป็นผลให้ยสมาณพได้ ดวงตาเห็นธรรม และให้บิดาได้เป็นปฐมอุบาสก มารดาและภรรยาได้เป็นปฐมอุบาสิกา ณ สถานที่นี้อีกด้วย
        

ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา พิพิธภัณฑ์สารนาถ
ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา พิพิธภัณฑ์สารนาถ

      
เข้าชม พิพิธภัณฑ์สารนาถ  ที่รวบรวมเก็บรักษาพระพุทธรูปและวัตถุโบราณ ที่ขุดได้ในบริเวณสารนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2483 เช่น ยอดเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งแกะสลักเป็นรูปสิงโต 4 เศียร หันหลังชนกัน และพระพุทธรูปหินทรายแดงเนื้อละเอียดปางปฐมเทศนา ที่มีพุทธลักษณะอันโดดเด่นงดงามที่สุดองค์หนึ่งในชมพูทวีป

เพล- กินอาหารกลางวัน 
แล้วออกเดินทางกลับสู่เมืองพุทธคยา *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง

ครึ่งทางจากพาราณสีสู่พุทธคยา แวะ ทำบุญที่วัดไทยระหว่างเส้นทาง 

ทอดผ่าป่า วัดที่ 2 - วัดไทยสะสาราม 
 ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัด ตามกำลังศรัทธา 

กินอาหารเย็น  แล้วออกเดินทางต่อ
   
เย็นถึงค่ำ- เดินทางถึงพุทธคยา เข้าที่พัก  
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น

             
DAY 03 วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เส้นทาง  พุทธคยา
เดินทาง เดินเท้า หรือ นั่งรถใกล้ๆ
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยพุทธคยา 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยพุทธคยา

      
05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. ทำวัตรสวดมนต์ 
07.00 น. กินอาหารเช้า

08.00 น. พร้อมกันที่จุดนัดหมาย
ทอดผ่าป่า วัดที่ 3 - วัดไทยพุทธคยา
 
 ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัด ตามกำลังศรัทธา 
  
แล้วเดินทางไปที่ สถูปเนินดินบริเวณที่เคยเป็น บ้านนางสุชาดา  ผู้ถวายข้าวมธุปายาสก่อนวันตรัสรู้ จากจุดนี้สามารถมองเห็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นจุดที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้า จากนั้นไปที่บริเวณสถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานจิตลอยถาดทองคำ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา หรือที่เรียกกันว่า 
“แม่น้ำแห่งการตรัสรู้”
     

สถูปเจดีย์ บ้านนางสุชาดา ริมฝั่งน้ำเนรัญชรา ที่เหลือแต่ผืนทราย
สถูปเจดีย์ บ้านนางสุชาดา ริมฝั่งน้ำเนรัญชรา ที่เหลือแต่ผืนทราย

       
สังเวชนียสถาน ลำดับที่ 2

จากนั้นเดินทาง สู่สังเวชนียสถาน 
มหาเจดีย์พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า 
บูชาสถานที่ตรัสรู้ บริเวณ ต้นพระศรีมหาโพธิ์  
นมัสการ พระแท่นวัชรอาสน์  ที่สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช 
กราบสักการะและขอพร หลวงพ่อ พระพุทธเมตตา
พระปฏิมากรปางมารวิชัยอายุกว่า 1,400 ปี ภายในวิหารมหาเจดีย์พุทธคยา
อนิมิสสเจดีย์  สถานที่ประทับเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 2
รัตนจงกรมเจดีย์  ที่ทรงเสด็จดำเนินจงกรมเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ 3 
เป็นต้น
      

อภิสัมพุทธสถาน มหาเจดีย์พุทธคยา หลวงพ่อพระพุทธเมตตา
อภิสัมพุทธสถาน มหาเจดีย์พุทธคยา หลวงพ่อพระพุทธเมตตา
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รัตนจงกรมเจดีย์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ รัตนจงกรมเจดีย์
  
เพล- กินอาหารกลางวัน
ช่วงบ่าย ใช้เวลาเก็บเกี่ยวบุญกันเต็มที่ ที่พระมหาเจดีย์ และ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ปฏิบัติธรรม ตามสมควรแก่เวลา
  
19.00 น. กินอาหารค่ำ
แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
             
DAY 04 วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เส้นทาง  พุทธคยา - ราชคฤห์ - นาลันทา
เดินทาง พุทธคยา-นาลันทา  95 กม. นั่งรถ 3 ชม.
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยนาลันทา 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
      
04.00 น. ตื่นนอน เก็บกระเป๋าขึ้นรถ 
04.30 น. ออกเดินทางสู่ เมืองนาลันทา บ้านเกิดของอัครสาวกซ้าย-ขวา พระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร  
*
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง

เดินทางถึงวัดไทยนาลันทา  กินอาหารเช้า
ไปกราบสักการะ หลวงพ่อองค์ดำ  พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อายุนับพันปี เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สร้างจากหินดำ ทางการไม่สามารถเคลื่อนย้ายเพื่อนำมาเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ได้เพราะขนาดที่ใหญ่มาก และทุกครั้งที่มีความพยายามโยกย้ายท่านออกไป ก็จะเกิดเหตุอาเพศเป็นประจำ ชาวบ้านท้องถิ่นมีความเชื่อว่าหลวงพ่อ สามารถดลบันดาลให้หายเจ็บหายป่วย คณะผู้แสวงบุญที่เลื่อมใสศรัทธา พากันไปกราบไหว้ขอความเป็นสิริมงคล
        
หลวงพ่อดำ เมืองนาลันทา สารีบุตรสถูป มหาวิทยาลัยนาลันทา
หลวงพ่อดำ เมืองนาลันทา สารีบุตรสถูป มหาวิทยาลัยนาลันทา
   
จากนั้นไปกันที่ มหาวิทยาลัยนาลันทา  มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของพุทธศาสนา เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในโลก ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพัง สะท้อนความยิ่งใหญ่ในอดีต ในอดีตมหาวิทยาลัยแห่งนี้ประกอบด้วย ห้องเรียน ห้องสมุด หอพักนักศึกษา หอสวดมนต์ โรงครัว ยุ้งฉาง บ่อน้ำ มีพระสงฆ์มาศึกษาจำนวนมาก และมีครูอาจารย์สอนถึง 1,400 ท่าน

สักการะ สารีบุตรสถูป  เป็นสถูปที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระสารีบุตร อัครสาวก บริเวณที่ประชุมเพลิง สร้างสมัยแรกโดยโยมมารดาท่านสารีบุตร คือ นางสารีพราหมณี ต่อมาพระเจ้าอโศกได้สร้างเสริมจากที่เดิม และกลายเป็น สถานที่สักการะของมหาชน ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยนาลันทา

เพล- กินอาหารกลางวัน
แล้วเดินทางไป เมืองราชคฤห์ (Rajgir) เมืองที่เคยยิ่งใหญ่ เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนาได้ประดิษฐาน ตั้งมั่นที่เมืองนี้มาโดยตลอด เพราะการอุปถัมภ์บำรุงของพระราชาผู้ทรงธรรมของเมือง เมืองราชคฤห์จึงเต็มไปด้วยโบราณสถานต่างๆ มากมาย

ไปกันที่ สวนเวฬุวัน  สักการะบูชาสถานที่อันเคยเป็นที่ตั้งของ วัดเวฬุวันวิหาร วัดที่พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงถวายสวนเวฬุวัน ให้เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษา ณ ที่แห่งนี้รวมแล้ว 6 พรรษา เป็นที่ทรงตั้งอัครสาวกคือ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร และยังเป็นสถานที่ที่พระอรหันต์ 1,250 รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย ในวัน จาตุรงคสันนิบาต มาฆบูชา และพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ แก่ภิกษุเหล่านั้น
       
มูลคันธกุฎี ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ
 วัดเวฬุวันวิหาร วัดแห่งแรกในพุทธศาสนา มูลคันธกุฎี ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ
ถ้ำสุกรขาตา บนเขาคิชฌกูฏ
ถ้ำสุกรขาตา บนเขาคิชฌกูฏ ถ้ำพระโมคคัลลานะ บนเขาคิชฌกูฏ
      
จากนั้น ไปเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏกัน
เขาคิชฌกูฏ  คือหนึ่งในเบญจคีรีหรือภูเขา 5 ลูก ได้แก่ เวภาระ เวปุละ คิชฌกูฏ อิศิคิลิ และปัณฑวะ ที่ชื่อเขาคิชฌกูฏนั้น เพราะมีลักษณะเหมือนนกแร้ง หรือ เป็นที่เกาะอาศัยของฝูงแร้งที่มาคอยกินซากศพโจรที่ถูกประหารและทิ้งลงเหว ในบริเวณโดยรอบเขาคิชฌกูฏนั้น นับว่าเป็นที่สัปปายะของเหล่าพระอริยสาวก เป็นที่จำพรรษาของพระอรหันต์หลายองค์ เช่น พระสารีบุตร พระอานนท์ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระปุณณมันตานีบุตร และพระอุบาลี เป็นต้น
        
ระยะเดินขึ้นเขาคิชฌกูฎ ประมาณ 1 กิโลเมตร
ทางเดินขึ้นเขา ทางชัน แต่ปูลาดเดินง่าย (ตามภาพ)
มีขั้นบันไดเดินสะดวก เหนื่อยมากช่วงเริ่มเดิน เดินไปได้สักพัก ก็จะคลายเหนื่อย ค่อยๆรู้สึกดีขึ้น เดินกันไปช้าๆ เดินได้สบายๆ

แนะนำ สำหรับผู้ใหญ่ที่เดินไม่ค่อยไหว ขาไม่ดี หัวเข่าเจ็บ ฯลฯ
ที่นี่จะมีเสลี่ยงไว้ให้บริการ (ลักษณะเป็นดังรูป) 
ถ้าต้องการใช้บริการ กรุณาแจ้งทีมงานล่วงหน้า
ราคา ขึ้น-ลง ต่อท่านประมาณ 1600 รูปี รวมทิปให้คนแบก

             
ระหว่างทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฎ ผ่าน 2 ถ้ำหลัก คือ
    
1) ถ้ำพระโมคคัลลานะ 
เป็นที่จำพรรษาของพระอัครสาวกผู้เลิศทางอิทธิฤทธิ์ คือ พระโมคคัลลานะ และที่แห่งนี้เองเป็นที่แก้ข้อสงสัยเรื่องเปรตมีจริงหรือไม่ มองขึ้นจากทางเดินจุดที่เป็นถ้ำของพระโมคคัลลานะนั้น จะเห็นก้อนหินตั้งเรียงกันสามก้อน มีช่องระหว่างเขาที่พอเดินได้ เมื่อก่อนยังไม่ก่อหินกั้นไว้ จะเป็นทางขึ้นลงเพียงทางเดียวเท่านั้น ณ จุดนี้เองเชื่อกันว่าเป็นที่พระเทวทัตพยายามกลิ้งก้อนหินลงมาเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์
      
2) ถ้ำสุกรขาตา
มีลักษณะเหมือนคางหมู ในสมัยพุทธกาล ถ้ำสุกรขาตาเป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรด ทีฆนขปริพาชก ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร ในขณะที่พระสารีบุตรกำลังนั่งถวายงานพัดอยู่นั้น ท่านก็ได้ฟังธรรมและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในขณะนั้นเอง เมื่อวันมาฆปุณณมี  เพ็ญเดือน 3 หลังจากอุปสมบทแล้ว 15 วัน ส่วนทีฆนขปริพาชกได้บรรลุโสดาปัตติผลประกาศตนเป็นอุบาสกผู้นับถือพระรัตนตรัย

ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ มูลคันธกุฎี  คือที่ประทับส่วนพระองค์ของพระบรมศาสดา ในพรรษาที่ 3, 5 และ 7 และ พรรษาสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน มูลคันธกุฎีแห่งเขาคิชฌกูฏนี้ บริเวณที่ประทับของเดิมเป็นกุฎีแคบๆ เหมาะที่จะนั่งมากกว่านอน วัดดูด้วยศอกได้กว้าง 3 ศอก กับ 1 คืบ ยาว 4 ศอกเท่านั้น เป็นที่ซึ่งชาวพุทธถือว่าสำคัญ พากันมากราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ ที่เสด็จมาประทับ ณ ยอดเขาแห่งนี้อยู่เสมอ และได้แสดงธรรมหลายพระสูตร เช่น ธัมมิกสูตร มหาสาโรปมสูตร อาฏานาฏิยสูตร อปริหานิยธัมมสูตร เป็นต้น ผู้มาถึงสถานที่แห่งนี้ เหมือนว่าได้มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ดวงจิตมีแต่ความปีติเบิกบานอย่างน่าอัศจรรย์

แล้วเดินทางกลับที่พัก วัดไทยนาลันทา
กินอาหารค่ำ 
  
พร้อมกันที่พระอุโบสถ ตามเวลานัดหมาย
ทอดผ่าป่า วัดที่ 4 - วัดไทยนาลันทา
 
 ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัด ตามกำลังศรัทธา 
พักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น

                 
DAY 05 วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561
เส้นทาง  นาลันทา - ไวสาลี - กุสินารา
เดินทาง นาลันทา-ไวสาลี 150 กม. นั่งรถ 3-4 ชม.
ไวสาลี-กุสินารา 200 กม. นั่งรถ 4-5 ชม. 
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
     
04.00 น. ตื่นนอน
05.00 น. กินอาหารเช้า
จากนั้นมุ่งหน้าสู่เมืองไวสาลี *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
   
ผ่าน สะพานมหาตมะคานธีเสตุ  (Mahatama Ghandhi Setu) เป็นสะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำคงคา จากเมืองปัตนะไปเมืองไวสาลี ถือว่ายาวที่สุดในบรรดาสะพานข้ามแม่น้ำในอินเดีย จากจุดเริ่มต้นจนสุดสะพาน 12 กิโลเมตร เฉพาะช่วงแม่น้ำ 6 กิโลเมตร สร้างขึ้นในสมัยของนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ มหาบุรุษของอินเดีย คือ ท่านมหาตมะ คานธี 

เมืองปาฏลีบุตร  เคยเป็นที่ตั้งเมืองหลวงในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช อยู่ห่างจากราชคฤห์ 90 กิโลเมตร ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ (Patna) เป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร เมื่อครั้งพุทธกาลคือหมู่บ้านปาฏลีคาม พระพุทธองค์เสด็จผ่านหลายครั้ง เช่น เมื่อครั้งที่เสด็จไปโปรดประชาชนชาวไพศาลีคราวที่ประสบภัยพิบัติ ทรงให้พระอานนท์นำน้ำพระพุทธมนต์ประพรม เป็นเหตุให้ภัยทั้งหลายสงบระงับลงได้ ครั้งสุดท้ายเสด็จมารับอาหารบิณฑบาตจาก วัสสการพราหมณ์และสุนีธะพราหมณ์ อำมาตย์เอกของพระเจ้าอชาตศัตรู ก่อนที่จะเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาไปจำพรรษาสุดท้ายที่นครไพศาลี และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ กุสินารา

นครไวสาลี  คือเมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี หนึ่งใน 16 แคว้นของชมพูทวีป ครั้งพุทธกาล เรียกกันหลายชื่อว่าไวสาลี ไพสาลี หรือเวสาลี ก็ได้ ในสมัยพุทธกาลเคยเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่งอีกแห่งหนึ่ง 

ไปกันที่ ปาวาลเจดีย์  สารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์ เป็นสถูปโบราณ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เมตร มีสังกะสีมุงเป็นทรงกลมเหมือนกับศาลาแปดเหลี่ยม ล้อมรอบฐานเจดีย์โบราณ ซึ่งได้รับการขุดค้นจากฝ่ายโบราณคดีของรัฐบาลกลางไปแล้ว และนักโบราณคดียืนยันเป็นหนึ่งเดียวว่า ที่นี้คือสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้ขอแบ่งจากกุสินาราและจากสถูปอีก 7 แห่ง แล้วอัญเชิญมาบรรจุไว้ในสมัยเดียวกันกับ เมืองราชคฤห์ของพระเจ้าอชาตศัตรู คณะราชาลิจฉวี ราชามัลละ ราชาโกลิยะแห่งรามคาม พราหมณ์แห่งเวฏฐทีปกนคร ราชาโมลีนคร ราชาศากยะแห่งกบิลพัสดุ์
      
ปาวาลเจดีย์ สารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์ เสาหินพระเจ้าอโศก สถูปกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน
ปาวาลเจดีย์ สารีริกธาตุพระสถูปเจดีย์ เสาหินพระเจ้าอโศก สถูปกูฏาคารศาลาป่ามหาวัน

       
ไปต่อกันที่ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน  เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงวิธีให้โรคร้ายระงับได้แล้ว ชาวเมืองไวสาลีประสงค์ สร้างอารามถวาย พระพุทธองค์ก็โปรดให้สร้างพระอาราม นอกเมืองเวสาลี ในป่ามหาวัน ทางเหนือของอาณาจักรวัชชี อารามที่ชาวลิจฉวีสร้างถวายพระพุทธองค์ในป่ามหาวัน เรียกว่า “กูฏาคาร” มีภิกษุเข้าอยู่จำพรรษาในอารามนี้เป็นประจำสำหรับพระพุทธองค์นั้นประทับอยู่ในพรรษาที่ 5 และ พรรษาสุดท้ายคราวเมื่อเสด็จไปกุสินารา

เสาหินพระเจ้าอโศก  ปัจจุบันมีเสาหินพระเจ้าอโศก ที่ยังมีหัวสิงห์ประดิษฐานอยู่ด้านบน ตั้งตระหง่านเด่นสง่างดงามมาก และหันหน้าไปทางทิศเหนือประหนึ่ง ว่าทอดอาลัยตามพระพุทธองค์ ครั้งเสด็จผ่านเมืองนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จไปปรินิพพาน ณ กุสินารานคร
       

ความรู้เพิ่มเติม-  พระพุทธองค์เสด็จกรุงไวสาลีหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะเสด็จประทับที่ กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน ได้ตรัสแสดงธรรม ตอบปัญหาแก่ชาวไวสาลีที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในโอกาสและวาระต่างกัน เช่น สีหเสนาบดี เจ้าลิจฉวี เจ้าสุนักขัตตะ เป็นต้น 
       กำเนิดภิกษุณ๊ ศากิยานี 500 ซึ่งเดินทางจากกรุงกบิลพัสดุ์ ได้รับการบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา อันเป็นการเปิดโอกาสให้สตรีได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก
       บัญญัติเข้าพรรษา  สมัยนั้นเหล่าภิกษุพากันจาริกไปทุกฤดูกาล เหยียบย่ำข้าวกล้าในนา เบียดเบียนสัตว์เล็กมากมายให้ลำบาก ชาวบ้านต่างพากันตำหนิว่า แม้แต่นกก็ยังรู้จักทำรังในช่วงฤดูฝน เหตุใดสาวกของพระสมณโคดม จึงไม่พำนักอยู่กับที่ เที่ยวเดินเหยียบย่ำพืชพันธุ์ให้เสียหายเช่นนี้ พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงบัญญัติกาลเข้าพรรษาไว้ 2 ระยะ ดังนี้
  ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันเพ็ญเดือน 11 เรียกว่า ปุริมิกา พรรษาต้น
  ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันเพ็ญเดือน 12 เรียกว่า ปัจฉิมิกา พรรษาหลัง


เพล- กินอาหารกลางวัน ที่วัดไทยไวสาลี

ทอดผ่าป่า วัดที่ 5 - วัดไทยไวสาลี 
 ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัด ตามกำลังศรัทธา 

แล้วมุ่งหน้าสู่เมืองกุสินารา *ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง 
แวะพักระหว่างทางที่ วัดไทยเกษรียา   ทำบุญหยอดตู้ ตามกำลังศรัทธา 
       

      
แวะเที่ยวชม มหาสถูปเกสเรีย หรือ เกสริยา เป็นสถูปโบราณขนาดใหญ่ ในครั้งพุทธกาลบริเวณนี้มีชื่อว่า เกสปุตตนิคม เป็นหมู่บ้านชายแดนของ แคว้นวัชชีที่อยู่ติดกับพรมแดนของแคว้นมัลละ 
       มหาสถูปแห่งเกสเรียนี้ เป็นสถูปเดียวกับที่ปรากฏในบันทึกของพระถังซำจั๋ง ที่เคยจาริกแสวงบุญมายังสถานที่แห่งนี้ ท่านได้กล่าวไว้ว่า "สถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระมหาสถูปที่ประดิษฐานบาตรของพระพุทธองค์ ครั้งนั้นพระพุทธองค์ ทรงประทานบาตรแก่ชาววัชชีเมืองไวสาลี ที่ตามมาส่งเสด็จพระพุทธองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จไปยังเมือง กุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน"
ช่วงเย็น- เดินทางถึงเมืองกุสินารา
เข้าสู่ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  
กินอาหารเย็น
     
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ 
สร้างขึ้นเพื่อน้อมเป็นพุทธบูชา และเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 วาระครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ร่วมสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ ได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 
    โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ ทรงบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ใน “พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา” พระมหาเจดีย์ ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในวัดไทยกุสินาราฯ
      
พักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
                
DAY 06 วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
เส้นทาง  กุสินารา - ลุมพินี
เดินทาง กุสินารา-ลุมพินี 170 กม. นั่งรถ 4-5 ชม.
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยลุมพินี 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

      
05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. ทำวัตรสวดมนต์ 
07.00 น. กินอาหารเช้า


สังเวชนียสถาน ลำดับที่ 3

 
สู่สังเวชนียสถาน ปรินิพพานสถาน สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน ที่มีต้นสาละปลูกไว้เป็นอนุสรณ์ นมัสการมหาปรินิพพานสถูป และเข้าไปสักการะ พระพุทธรูปปางอนุฏฐิตสีหไสยาสน์ คือปางเสด็จบรรทมครั้งสุดท้ายภายในวิหารปรินิพพาน 
- หากจะทำพิธีถวายผ้าห่มพระพุทธปรินิพพานให้เตรียมผ้าขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 5.50 เมตร จะห่มได้พอดี
สวดมนต์บูชา องค์พระพุทธปรินิพพาน และถวายเครื่องสักการะ ปิดทองที่พระพุทธบาท และอธิษฐานจิตขอพร

       

จากนั้นไปกราบไปสักการะ มกุฏพันธนเจดีย์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ไปสักการะสถูปที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ หลังวันปรินิพพาน 7 วัน กล่าวคำบูชาสถานที่ถวายพระเพลิง และอธิษฐานจิตเรียบร้อยเป็นอันเสร็จพิธี
        

องค์พระพุทธปรินิพพาน
องค์พระพุทธปรินิพพาน
ปรินิพพานสถาน สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน มกุฏพันธนเจดีย์ สถูปที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ
ปรินิพพานสถาน สถานที่เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน มกุฏพันธนเจดีย์ สถูปที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

     
10.30 น. 
ทอดผ่าป่า วัดที่ 6 - วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
 ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัด ตามกำลังศรัทธา 

เพล- กินอาหารกลางวัน
แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แดนประสูติ ณ ประเทศเนปาล 
*
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง

ก่อนถึงชายแดน 3 กิโลเมตร แวะพักที่ วัดไทยนวราชรัตนาราม (วัดไทย 960) โครงการที่พักริมทางสำหรับพุทธศาสนิกชนผู้เดินทางแสวงบุญจากทั่วโลก มีห้องน้ำ ที่พัก ศาลาอเนกประสงค์ ร้านขายของที่ระลึก ชากาแฟ และ โรตีร้อนๆ ราดนมข้นหวาน ที่ทางวัดมีไว้รับรองทุกคนที่มาเยือน

ทอดผ่าป่า วัดที่ 7 - วัดไทยนวราชรัตนาราม 960
 ร่วมกันทำบุญ ทอดผ้าป่าเพื่อทำนุบำรุงวัด ตามกำลังศรัทธา 

จากนั้นออกจากวัดไทย 960 ไปที่ด่านโสเนาลี (Sonauli) ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและเดินทางต่อสู่ลุมพินี

เย็นถึงค่ำ- เดินทางเข้าที่พัก กินอาหารเย็น
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย ในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น

                  
DAY 07 วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
เส้นทาง  ลุมพินี - กบิลพัสดุ์ - นิโคธาราม
เดินทาง ภายในเขตลุมพินี
  รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยลุมพินี 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว
วัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล

      
05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. กินอาหารเช้า
07.00 น. 
ทอดผ่าป่า วัดที่ 8 - วัดไทยลุมพินี
 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด 

สังเวชนียสถาน ลำดับที่ 4

เดินทางสู่ สังเวชนียสถาน ลุมพินีวัน  สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเชื่อกันว่าบริเวณ ที่ประสูติของสิทธัตถราชกุมาร คือจุดที่เสาศิลา ของพระเจ้าอโศกมหาราชตั้งอยู่ และยังมีข้อความภาษาพราหมีจารึกไว้อย่างสมบูรณ์ เขียนว่า เป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

มหามายาเทวีวิหาร (The Mahamaya Devi Temple) ภายในมีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ เป็นรูปพุทธมารดา อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวา เหนี่ยวกิ่งไม้สาละ มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะ ออกมาทางปัสสะขวา ของพระพุทธมารดา ด้านหน้ามหามายาเทวีวิหาร มี สระโบกขรณี (The Sacred Pond) ซึ่งเป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมหามายาเทวี ก่อนและหลังประสูติกาลพระกุมาร สวดมนต์บูชาสถานที่ประสูติ กล่าวคำอธิษฐานจิตให้ชีวิตประสบแต่ความดีงาม เสมือนการได้เกิดใหม่ในแดนประสูติแห่งนี้
      

เสาหินพระเจ้าอโศก มหามายาเทวีวิหาร เสาหินพระเจ้าอโศก มหามายาเทวีวิหาร
เสาหินพระเจ้าอโศก มหามายาเทวีวิหาร ศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ

เพล- กินอาหารกลางวัน 
ช่วงบ่าย ออกเดินทางไปเที่ยว กรุงกบิลพัสดุ์ และ วัดนิโครธาราม
  
กรุงกบิลพัสดุ์ วัดนิโครธาราม
  
กรุงกบิลพัสดุ์  นครพุทธบิดา แม้ว่าจะไม่เป็นสังเวชนียสถาน แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์เป็นอย่างมาก  เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่เมื่อครั้งเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นเมืองพุทธบิดาและเจ้าศากยะทั้งหลาย มีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งพระธรรมเทศนาที่สำคัญหลายๆกัณฑ์ พระสาวกที่มีชาติภูมิในเมืองนี้ก็เป็นหลักสำคัญในการสืบต่อพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน

วัดนิโครธาราม  เป็นอารามที่พระเจ้าสุทโธทนะ พร้อมด้วยพระประยูรญาติ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ สร้างขึ้นถวายการต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คราวเสด็จนิวัตรพระนคร สร้างขึ้นเพื่อให้พระพุทธเจ้าประทับ พร้อมด้วยพระอรหันต์ 20,000 รูป
  
เย็นถึงค่ำ- เดินทางกลับเข้าที่พัก เข้าสู่ที่พัก กินอาหารเย็น  
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
             
DAY 08 วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
เส้นทาง  ลุมพินี - สาวัตถี
เดินทาง ระยะทาง 230 ก.ม. นั่งรถ 7-8 ชม.

รถบัสปรับอากาศ
ที่พัก วัดไทยเชตวันมหาวิหาร 
พักห้องละ 4-6 ท่าน พักแยกหญิง-ชาย
ห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว

  
05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. กินอาหารเช้า  
07.00 น. ออกเดินทางกลับเข้าสู่ประเทศอินเดีย
แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่นครสาวัตถี ฐานที่มั่นแห่งกองทัพธรรม 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง

เพล- กินอาหารกลางวัน  (อาหารกล่องที่แพ็คมาจากวัดไทย)

ระหว่างทาง แวะเที่ยวชม  กรุงกบิลพัสดุ์ใหม่  (ฝั่งประเทศอินเดีย)
กรุงกบิลพัสดุ์ในปัจจุบัน เป็นเพียงชนบทเล็กๆ ชายแดนเขตประเทศอินเดีย ต่อกับประเทศเนปาล พระราชวังและบ้านเมือง เหลือให้เห็นแต่เพียงซากอิฐ ซากหิน ซึ่งมีไม่มาก ส่วนใหญ่น่าจะจมอยู่ใต้พื้นดิน ที่ยังไม่มีการขุดค้นหากัน แต่อย่างใด ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกองโบราณคดีอินเดีย สัญนิษฐานว่า ในครั้งพุทธกาลหลังจากเจ้าศากยวงศ์ทั้งหลายถูกทำลายโดย พระเจ้าวิฑูทภะ ชาวศากยวงศ์ส่วนที่ยังเหลืออยู่ได้มาสร้างวังแห่งใหม่ ณ สถานที่แห่งนี้ และสร้างสถูปพร้อมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย
  

กบิลพัสดุ์ใหม่ (ฝั่งประเทศอินเดีย) การขุดพบพระบรมสารีริกธาตุ
ผอบหินสบู่ (Soap Stone) ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขุดพบลึกลงไป 20 ฟุต ในพระสถูป ณ ตำบลปิปราหวะ ตั้งอยู่ปลายชายแดนเนปาล ซึ่งคือเมืองกบิลพัสดุ์ใหม่ มีอักษรจารึกแปลความได้ว่า
นี้คือพระบรมสารีริกธาตุ 
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากศากยวงศ์ 

"พระเจ้าแผ่นดินที่เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในโลกปัจจุบันนี้ มีแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่พระองค์เดียว  มีความประสงค์จะถวายพระบรมสารีริกธาตุนั้นแด่พระองค์"  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุมเปรียญ) แต่ครั้งยังดำรงยศเป็น พระยาสุขุมนัยวินิต เป็นผู้แทนประเทศไทย ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ นั้น 

ครั้งนั้น พวกที่นับถือพุทธศาสนาในนานาประเทศ คือ ญี่ปุ่น พม่า ลังกา และ ประเทศไซบีเรีย ต่างก็ได้ส่งฑูตเข้ามาทูลขอพระบรมสารีริกธาตุนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานไปตามประสงค์

ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือนั้น โปรดสร้างพระเจดีย์ทองสัมฤทธิ์เป็นที่บรรจุ แล้วโปรดให้ประกอบพระราชพิธีบรรจุในพระเจดีย์บนยอดบรมบรรพต  เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2442 การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุคราวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร จึงเสด็จพระราชดำเนินไม่ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมขุนนครราชสีมา เสด็จแทนพระองค์

 
แวะพักระหว่างทางที่  วัดสิทธารถราชมณเทียร 960 วัดไทยเล็กๆระหว่างทาง

ทอดผ่าป่า วัดที่ 9 - วัดสิทธารถราชมณเทียร 960
 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด 

แล้วจึงออกเดินทางต่อ

ช่วงบ่าย- เดินทางเข้าสู่ที่พัก แล้วออกไปสักการะสถานที่สำคัญในเมืองสาวัตถีกัน 
  
สาวัตถี  หรือ ศราวัสตี (Sravasti) สมัยพุทธกาลเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ครองเมือง พระพุทธองค์ทรงประทับบำเพ็ญพุทธกิจในเมืองนี้ นานถึง 25 พรรษา ได้ทรงแสดงพระสูตร พระวินัย และ ชาดกที่สำคัญๆ เช่น มงคลสูตร กรณียเมตยสูตร เรื่องนางจิญจมาณวิกา นันทมาณพ โจรองคุลีมาล นางปฏาจารา เป็นต้น

ไปดูที่สถูปเก่าที่เชื่อกันว่าบริเวณนี้คือ บ้านท่านองคุลีมาล และ บ้านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี อยู่ในบริเวณพระราชวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล เลยพระวิหารเชตวันไปประมาณ 3 กิโลเมตร ปัจจุบันยังมีเขตเมืองสาวัตถีให้เห็นเป็นกำแพงล้อมรอบเมือง และภายในเมืองก็จะมีอาคารสิ่งปลูกสร้างในอดีตที่ถูกฝังไว้ใต้ดินเป็นจำนวนมาก ทางรัฐบาลอินเดียได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นสมบัติของทางการ และกำลังทำการขุดค้นเพื่อหาหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์

แวะกันที่สถูปเนินดินเก่า ที่เชื่อกันว่าบริเวณนี้คือสถานที่ทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์  มีลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ 50 เมตร ที่แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เพื่อโปรดประชาชนชาวสาวัตถี และข่มเจ้าลัทธิอื่นๆ จากนั้นทรงเสด็จไปประทับจำพรรษาที่ ดาวดึงส์ เมื่อออกพรรษาทรงเสด็จลงจากสวรรค์ในวันเทโวโรหนะที่สังกัสสนคร 

เย็นถึงค่ำ- กลับเข้าสู่ที่พัก กินอาหารเย็น  
  

19.00 น. ทอดผ่าป่า วัดที่ 9 - วัดไทยเชตวันมหาวิหาร
 ร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทอดผ้าป่า ทำบุญเพื่อทำนุบำรุงวัด 

เชิญทุกท่านร่วมกันกราบขอบคุณพระธรรมวิทยากร ที่ได้ให้ความรู้ตลอดเวลาที่เดินทางไปสังเวชนียสถานในที่ต่างๆ และกราบขอขมาในสิ่งที่พวกเราได้ล่วงเกิน ต่อพระสงฆ์ทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ แล้วร่วมกันทำพิธีถวายปัจจัย ทำบุญถวายแก่พระธรรมวิทยากร ผู้ใดที่ประสงค์สมทบปัจจัยใดๆเพิ่มเติมขอเชิญร่วมอนุโมทนาตามกำลังศรัทธา
 ทำบุญถวายพระธรรมวิทยากร ตามกำลังศรัทธา 

   
เชิญทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัยในร่มเงาของพุทธสถานที่ร่มเย็น
         
DAY 09 วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
เส้นทาง  สาวัตถี - ลักเนา - กรุงเทพ
เดินทาง สาวัตถี-ลักเนา ระยะทาง 180 ก.ม. นั่งรถ 5-6 ชม.
รถบัสปรับอากาศ
  ลักเนา-กรุงเทพ, นั่งเครื่อง 3 ชม 35 นาที  
 
     
05.00 น. ตื่นนอน
06.00 น. กินอาหารเช้า  แล้วออกไปสักการะสถานที่สำคัญในเมืองสาวัตถีกัน 
สาวัตถี หรือ ศราวัสตี (Sravasti) สมัยพุทธกาลเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ครองเมือง พระพุทธองค์ทรงประทับบำเพ็ญพุทธกิจในเมืองนี้ นานถึง 25 พรรษา ได้ทรงแสดงพระสูตร พระวินัย และ ชาดกที่สำคัญๆ เช่น มงคลสูตร กรณียเมตยสูตร เรื่องนางจิญจมาณวิกา นันทมาณพ โจรองคุลีมาล นางปฏาจารา การเกิดขึ้นแห่งยักษีณี 
      
มูลคันธกุฎี ภายในเชตวันมหาวิหาร ต้นอานันทโพธิ์ ภายในเชตวันมหาวิหาร
มูลคันธกุฎี ภายในเชตวันมหาวิหาร ต้นอานันทโพธิ์ ภายในเชตวันมหาวิหาร

    
เริ่มต้นด้วยการไปที่ เชตวันมหาวิหาร  พระอารามนี้ท่านอนาถบิณฑิกะคฤหบดี เป็นผู้หาสถานที่เพื่อจะสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า เห็นสวนเจ้าเชตกุมาร เหมาะกว่าที่อื่นๆ ท่านจึงได้เจรจาขอซื้อสวนนี้ เจ้าเชตได้เสนอราคาที่ดินโดยการให้นำทองคำมาปูเรียงจนเต็มบริเวณที่ต้องการซื้อทั้งหมด ท่านจึงให้คนนำเกวียนบรรทุกแผ่นทองคำมาเรียงจนเกือบเต็มบริเวณนั้นทั้งหมด เจ้าเชตเห็นถึงศรัทธาที่แน่วแน่ของท่าน ประสงค์ร่วมทำบุญด้วยจึงมอบที่เหลือนั้นให้ และขอให้สร้างซุ้มประตูไว้ด้วย เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วท่าน อนาถะได้จารึกชื่อเจ้าเชตไว้ที่ซุ้มประตูอันเป็นที่มาของชื่อวัดว่า เชตวันมหาวิหาร  ท่านอนาถบิณฑกะเศรษฐี ได้สร้างวิหาร กุฏิ ห้องประชุม โรงครัว เวจกุฎี ห้องน้ำ บ่อน้ำ เป็นต้น พระพุทธองค์เสด็จประทับจำพรรษา ณ พระเชตวันแห่งนี้ รวมแล้วถึง 19 พรรษา

เพล - กินอาหารกลางวัน
แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ เมืองลักเนา
*
ระยะทาง 180 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง

             

เที่ยวบิน ระหว่างประเทศ
WE334
    lucknow-bangkok
     เวลา 21.30-02.35

 
เดินทางถึงสนามบิน  กินอาหารเย็น  (อาหารกล่องที่แพ็คมาจากวัดไทย)

18.00 น. เช็คอินบัตรโดยสารและโหลดสัมภาระ เตรียมตัวกลับบ้านกัน

21.30 น. ได้เวลาเครื่องออก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพ 
*ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง  35 นาที 

นอนหลับพักผ่อนบนเครื่องบิน 
      
DAY 10 วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
     
02.35 น. ถึงสุวรรณภูมิ  สวัสดีประเทศไทย


  
จบโปรแกรมทัวร์-
        
หมายเหตุ- โปรแกรมการเดินทาง อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมของช่วงเวลา และสถานการณ์เฉพาะหน้า
  
ราคาทัวร์-  46,000 บาท

        
เงื่อนไข-  การพักวัด นอนแยกชาย-หญิง ไม่มีจัดให้นอนเดี่ยว 

ส่วนลดพิเศษ-  (หักจากการจ่ายเงินงวดสุดท้าย)
มีวีซ่า อินเดีย-เนปาล อยู่แล้ว หรือ ทำวีซ่าเอง  ลดค่าวีซ่า 4,400 บาท
พระสงฆ์และแม่ชี ลดราคา 5,000 บาท  (เฉพาะกรณีที่มีหนังสือสุทธิ)
พาพ่อแม่ไป ลดให้ทั้งครอบครัว ท่านละ 500 บาท
เคยเดินทางกับ วันแรมทาง ลด 1,000 บาท
  

ราคานี้รวม-

ค่าตั๋วเครื่องบิน สายการบิน ตามที่ระบุในโปรแกรม
ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบิน ไทย-อินเดีย

ค่าวีซ่าอินเดีย-เนปาล 
วีซ่าอินเดีย (คิดราคาไว้ที่ 3,500 บาท) อายุวีซ่า 6-12 เดือน Multiple Entry 
วีซ่าเนปาล (คิดราคาไว้ที่ 900 บาท) อายุวีซ่า 15 วัน Multiple Entry
(จะขอเก็บค่าวีซ่าเพิ่มเติม หากสถานทูตฯ มีการปรับขึ้นราคาค่าวีซ่า)

อาหารมื้อหลักทุกมื้อ รวม ชา กาแฟ ของหวาน และผลไม้
ค่าน้ำดื่ม (น้ำเปล่าบรรจุขวด) ไม่จำกัดจำนวน
 แต่กรุณาดื่มอย่างรู้คุณค่า
ที่พัก 
วัดไทย พักห้องละ 4-6 ท่าน (หรือแล้วแต่ทางวัดจะจัดให้)
พักแยกชาย-หญิง  
เป็นห้องพัดลม มีห้องน้ำในตัว

เงินทำบุญ ค่าธรณีสงฆ์-ค่าห้องพัก-ค่าน้ำค่าไฟ ทุกวัดที่เข้าพัก
เงินทำบุญ ค่าอาหาร ทุกวัดที่เข้าพัก
เงินทำบุญ ถวายพระธรรมวิทยากร

ค่ารถปรับอากาศตลอดเส้นทาง
ค่าบัตรเข้าชมสถานที่ต่างๆ เฉพาะตามที่ระบุในโปรแกรม
ค่าบริการ หัวหน้าทัวร์คนไทย 

ค่าบริการ Escort ท้องถิ่น
ประกันอุบัติเหตุ-  CHARTIS New Hampshire Insurance 
วงเงิน 2,000,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 500,000 บาท 
เงื่อนไข- ภายใต้ข้อตกลงที่มีไว้กับบริษัทประกันชีวิต 
ครอบคลุม เฉพาะกรณีเกิดอุบัติเหตุ
ไม่ครอบคลุม กรณีเจ็บป่วย เป็นไข้หวัด ท้องเสีย หรือ อาหารเป็นพิษ  
        

ราคานี้ไม่รวม-
ค่ากล้องถ่ายรูป และ ค่ากล้องวีดีโอ ซึ่งเรียกเก็บเป็นบางสถานที่
ค่าทิป หัวหน้าทัวร์คนไทย 
ค่าทิป ทีมงานอินเดีย ไกด์ท้องถิ่น คนขับรถ เด็กรถ
ค่าทิป เด็กยกกระเป๋า
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ

ค่าทิป-  (ให้ในวันสุดท้าย ของการเดินทาง)
ทีมงานอินเดีย (ไกด์ท้องถิ่น คนขับรถ เด็กรถ) 
เผื่อเงินไว้ประมาณ 1,800 รูปี หรือ 900 บาท สำหรับ 8 วัน ในอินเดีย
เด็กยกกระเป๋า ควรให้ไม่ต่ำกว่า 20 รูปี 
ต่อครั้ง
หัวหน้าทัวร์คนไทย แล้วแต่ความพอใจ


อาหารมื้อเย็น  
(ท่านใดถือศีล 8 ไม่กินอาหารเย็น ไม่คืนค่าอาหาร เงินทำบุญวัดทั้งหมด)
ค่าธรณีสงฆ์ ค่าอาหาร  
ในการเข้าพักที่วัด ทางเราได้จัดเตรียมเงินทำบุญ ถวายเป็นค่าธรณีสงฆ์ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหาร ไว้แล้ว ตามความเหมาะสม ถ้าใครต้องการจะทำบุญเพิ่มก็แล้วแต่ศรัทธา


 

การชำระเงิน

1) จ่ายมัดจำ จำนวน 5,000 บาท  
ทันทีที่จอง *ยึดมันจำถ้าขอเลิกการเดินทาง
 
2) จ่ายงวดแรก จำนวน 
20,500 บาท  จ่ายภายในวันที่  27 สิงหาคม 2561
 
3) จ่ายส่วนที่เหลือ จำนวน 20,500 บาท จ่ายภายในวันที่  
27 กันยายน 2561

 

เงื่อนไขการให้บริการ
จองล่วงหน้าตามช่วงเวลาที่กำหนด ชำระเงินตามเงื่อนไขข้างต้น
ขอยกเลิกการเดินทาง ยึดเงินมัดจำ และหักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง และ/หรือ ขอยกเลิกการเดินทาง น้อยกว่า 15 วัน เก็บค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน เมื่อท่านออกเดินทางกับคณะแล้ว ถ้าท่านงดการใช้บริการรายการใดรายการหนึ่ง เช่น ไม่เที่ยวบางรายการ ไม่ทานอาหารบางมื้อ หรือไม่เดินทางพร้อมคณะ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่อาจเรียกร้องค่าบริการและเงินมัดจำคืนได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น  กรณีที่การตรวจคนเข้าเมืองทั้งที่กรุงเทพฯ และในต่างประเทศ ปฏิเสธมิให้เดินทางออกหรือเข้าประเทศในรายการเดินทาง หรือ กรณีความล่าช้าจากสายการบิน การประท้วง, การนัดหยุดงาน, การก่อจลาจล ทางเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนค่าบริการไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น  เมื่อท่านตกลงชำระเงิน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ถือว่าท่านได้ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ระบุไว้แล้วทั้งหมด

     
ขั้นตอนง่ายๆในการจองทริปกับเรา
1  2  3  4 
คลิกเพื่อจองทริป คลิกตรวจรายชื่อ คลิกเพื่อโอนเงิน คลิกเพื่อส่งเอกสาร
       
บริการของเรา
คำแนะนำ เตรียมของ เตรียมของ ฝากแลกเงิน จองโรงแรม
             
           
  ถ้ามีปัญหาสั่งพิมพ์ไม่ได้ กรุณาโทรแจ้ง 024054561, 0816928233 
หรือส่ง email แจ้งขอโปรแกรมได้ที่ info@wanramtang.com
 
               
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ที่อยู่ แผนที่ วันแรมทาง
บ้านวันแรมทาง
1/60 ซ. อนามัยงามเจริญ 12 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์  024054561
แฟกซ์  024054560
มือถือ - ปลา 0898119139 (AIS)
มือถือ - นุ้ย 0816928233 (DTAC)
Email info@wanramtang.com  และ  wanramtang@hotmail.com
Line ID/โทรศัพท์ wanramtang3 / 0876997475
 
วันทำงาน วันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น.
วันเสาร์ เวลา 09.00-12.00 น.
วันอาทิตย์ หยุดงาน งดการติดต่อทุกเรื่อง
ถ้าไม่รับสายหรือโทรไม่ติด กรุณาส่งเป็นข้อความ sms ส่ง email หรือ Line

        

หรือติดต่อผ่านระบบอัตโนมัติ ด้านล่างนี้

 


ชื่อ :  *
เบอร์โทรศัพท์ :  *
อีเมล :  *
ชื่อทริปเดินทาง :  *
วันที่เดินทาง :  *
ต้องการ : จองทริป
สอบถาม
หัวข้อที่ต้องการสอบถาม :
รายละเอียด :



โปรแกรม สังเวชนียสถาน

สังเวชนียสถาน (28 พฤศจิกายน - 7 ธันวาคม 2561)
สังเวชนียสถาน ถ้ำอชันต้า (28 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2561)
สังเวชนียสถาน ทริปปีใหม่ (25 ธันวาคม 2561 - 3 มกราคม 2562) article
สังเวชนียสถาน (9-17 กุมภาพันธ์ 2562) article
สังเวชนียสถาน ทัชมาฮาล



dot
รับข่าวการเดินทาง

dot
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/06037
ติดต่อเรา
โปรแกรมการเดินทาง
แพ็คเกจ เที่ยวอินเดีย
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot










อุณหภูมิ พยากรณ์อากาศ
ร่วมบุญกับ วันแรมทาง


Copyright © 2007-2037 สงวนลิขสิทธิ์ภาพและบทความที่จัดทำขึ้นโดยเว็บไซต์ ห้ามลอกโดยเด็ดขาด
ติดต่อเรา
บริษัท อัพเดททัวร์แอนด์ทราเวล จำกัด
เลขที่ 1/60 ซอยอนามัยงามเจริญ 12 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
โทรศัพท์ : 024054561 , 0816928233 (dtac) , 0898119139 (ais) โทรสาร : 024054560
Email : info@wanramtang.com , wanramtang@hotmail.com
Line ID: wanramtang3