dot dot
สัมผัสแรกบนเส้นทางแห่งมหาราชา สู่ทัชมาฮาล อนุสรณ์รักนิรันดร article

เรื่องและภาพ โดย “สาริศา”

 

สัมผัสแรกบนเส้นทางแห่งมหาราชา สู่ทัชมาฮาล อนุสรณ์รักนิรันดร

เดลี – อัครา – ทัชมาฮาล – ชัยปุระ

วันที่ 19 – 24 มิถุนายน 2550

 


            เส้นทางท่องเที่ยวสายมหาราชา หรือที่แขกเค้าเรียกกันว่าสามเหลี่ยมทองคำ เป็นเส้นทางที่ 3 และเป็นเป้าหมายสุดท้ายสำหรับการเดินทางมาอินเดียครั้งนี้ หลังจากที่ไปไหว้พระในเส้นทางสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบล และขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศของดาร์จีลิ่งและสิกขิมมาแล้ว การเดินทางสู่สายมหาราชา หรืออินเดียตอนเหนือ อย่างกรุงนิวเดลี อัครา และชัยปุระ ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางที่มีปราสาท พระราชวัง ป้อมปราการ และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของอินเดียอยู่หลายแห่ง สามารถเดินทางต่อเนื่องกันเป็นเส้นทางสามเหลี่ยม จนได้รับการขนานนามว่า สามเหลี่ยมทองคำ (Golden Triangle) เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ได้รับความนิยม มีความยิ่งใหญ่ สวยงาม และอลังการที่ไม่ควรพลาด แล้วเราจะพลาดได้ไง

ทริปนี้เป็นแบบกึ่งสำรวจ คือพี่ปลาเคยพาคณะมาเที่ยวหลายครั้งแล้ว แต่เป็นลักษณะของการมาเที่ยวกันเอง พอจัดโปรแกรมแบบทัวร์โดยผ่านเอเย่นต์ของอินเดีย และให้เค้าจัดการเรื่องร้านอาหารที่จะพาลูกทัวร์ไปกิน รวมถึงเรื่องการเดินทางและที่พักให้ เลยอยากไปลองกิน ลองพักด้วยตัวเองก่อน ว่าเค้าจัดให้โอเคหรือป่าว ก่อนที่จะพาลูกทัวร์มา เราก็เลยได้มาเที่ยวและสำรวจเส้นทางนี้ไปในตัว แล้วก็เลยเปิดรับสมาชิกร่วมทริปในราคาแบบกึ่งสำรวจด้วยเลย แบบว่าถูกกว่าตอนเป็นทัวร์เต็มรูปแบบ แต่ต้องไปลุยไปลองพร้อมๆ กัน และนี่คือเรื่องราวของสัมผัสแรกที่ได้มาเยือนบนเส้นทางสายมหาราชา

 

วันที่ 1   วันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2550    “เดลลี”

            เราจะเริ่มเข้าโปรแกรมของทริปนี้ในช่วงค่ำ เมื่อลูกทัวร์อีกสองคนของเราเดินทางจากกรุงเทพฯ มาสมทบกันที่เดลลี ช่วงกลางวันของวันนี้เรา พี่ปลา และพลอยก็เลยว่าง ช่วงเช้าเรากับพี่ปลาออกจากโรงแรมที่พักที่ทิเบตแคมป์ไปคอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินของพลอยที่เลื่อนจากกำหนดเดิม เพราะจะอยู่เที่ยวต่อในทริปนี้ ส่วนพลอยอาสาอยู่เฝ้าผ้าที่เราซักกันตั้งแต่เมื่อวาน เพราะกลัวฝนตก แล้วก็จะอยู่เช็คเมลอัพเดทบล็อก “บ้านพี่พลอย” ไปด้วยในตัว

เรารีบออกไปที่สำนักงาน Indian Airline ที่คอนนอร์ท เพลส(Connaught Place) แต่เช้า โดยใช้เส้นทางรถไฟฟ้าจากสถานี Vidhan Sabha ไปลงที่สถานี Rajiv Chowk ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของคอนนอร์ท เพลส คอนเฟิร์มตั๋วของพลอยเรียบร้อย แต่ของเรากับพี่ปลาที่จะเลื่อนจากวันที่ 26 มิถุนายน มากลับวันที่ 24 พร้อมกับสมาชิกในทริปนี้ยังต้องรอลุ้นกันอยู่ เพราะเป็น Waiting List ลำดับที่ 6 และ 7 ก็ยังมีเวลาลุ้นอีกหลายวันอยู่นะ

พอเสร็จธุระแล้วก็เริ่มหิว(หิวมากๆ) เพราะเมื่อเช้ายังไม่ได้กินอะไร เลยแวะหาอะไรกินสักหน่อย แต่ร้านส่วนใหญ่จะเปิดตอน 10 โมง เดินหาร้านที่มีอาหารให้กินได้อยู่พักนึงก็เจอร้านหนึ่งที่พี่ปลาคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนที่นี่ เป็นร้านฟาสฟู๊ดประมาณเดียวกับแม็คโดนัลล์ ชื่อว่า “Wimpy” เข้าไปสั่งเบอร์เกอร์กันคนละอัน และนั่งรออยู่ประมาณ 15 นาที พี่ปลาเลยเดินไปที่ร้าน Airtel เพื่อเช็คโทรศัพท์ก่อน เพราะอยู่ๆ เบอร์ที่ซื้อซิมมาจากกัลกัตตาก็มีปัญหาใช้งานไม่ได้ไปเฉยๆ

เราต้องออกจากที่นี่อย่างช้า 11.30 น. เพื่อกลับไปเช็คเอาท์ตอนเที่ยง แต่นั่งรอเบอร์เกอร์อยู่นานจนเกือบหมดเวลา พอเบอร์เกอร์มาก็ต้องรีบกินอย่างรวดเร็ว และรีบกลับไปที่โรงแรม เพราะพระอาจารย์อ้ายนัดว่าจะมารับ พระอาจารย์อ้ายเป็นพระนักศึกษาซึ่งมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเดลลีตั้งแต่ระดับปริญญาโท และตอนนี้ต่อปริญญาเอกปรัชญาศาสนาอยู่ ส่วนพี่ปลานับได้ว่าเป็นนักศึกษารุ่นพี่ของที่นี่ เพราะมาเรียนปริญญาตรีและจบไปก่อนพระอาจารย์อ้ายมาเรียนหลายปี แต่พี่ปลาก็เป็นลูกศิษย์ที่วนเวียนช่วยงานอยู่ที่วัดไทยในอินเดียเป็นประจำ เลยได้รู้จักและช่วยงานที่วัดเหมือนกัน มาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้ เวลามีคนรู้จักมาเยือนสักที ก็คงเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า ต้องเจอกันเพื่อไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันหน่อย

พระอาจารย์อ้ายมาแลกเงินแถวทิเบตแคมป์(Majnu Katila)พอดี เลยแวะเข้ามารับพวกเราด้วยเลย เราถือโอกาสฝากพระอาจารย์แลกเงินเพิ่มไปด้วยเลย ได้ดอลล่าร์ละ 40.80 รูปี ตลาดใต้ดินให้เรตดีใช้ได้ แต่ต้องเป็นคนพื้นที่หรือคนที่รู้แหล่งที่ไว้ใช้ได้จริงๆ นะ ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปแลกที่ไหนไม่รู้ อาจโดนหลอกหรือเจอแบงค์ปลอมได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ก็ไม่ควรเสี่ยง แลกกับธนาคารชัวร์กว่า

  

แลกเงินเสร็จเราก็ออกเดินทางสู่ที่พักของพระอาจารย์ เพื่อเอาสัมภาระไปฝากไว้ รอราชรถประจำทริปนี้มารับในตอนค่ำ ที่พักของพระอาจารย์ต้องผ่านหมู่บ้านวัวเข้าไป เราเลยได้เห็นบรรยากาศชุมชนวัวในเมืองหลวง ไม่น่าเชื่อเลยว่ายังมีชุมชนแบบนี้อยู่ในเดลลี พระอาจารย์เล่าว่าเดลลีเค้าพัฒนาแปลกๆ ด้านซ้ายเป็นย่านพัฒนา หรูหรา ทันสมัย แต่ฝั่งตรงข้ามยังเป็นชุมชนชาวบ้าน อดอยาก สกปรก แต่เค้าก็อยู่กันได้ ความแตกต่างและเหลื่อมล้ำในอินเดียมีมากกว่าบ้านเราหลายเท่านัก

พวกเราไปถึงที่พักของพระอาจารย์ (เป็นห้องเช่าซึ่งอยู่ชั้นบนของบ้านแขก แบ่งเป็นหลายๆ ห้องให้เช่า) บ่ายโมงกว่าๆ ได้เวลาท้องร้องอีกแล้ว พระอาจารย์เลยเปิดครัวให้เราหาอาหารกลางวันกินกัน ได้ไข่เจียว ผัดปลากระป๋อง และหมูหยองของพระอาจารย์ อาหารง่ายๆ ที่ไม่ใช่อาหารแขก พระนักศึกษาที่นี่ต้องเช่าห้องหรือบ้านอยู่ และต้องทำอาหารกินเอง ไม่ก็ออกไปหาซื้อกิน แต่อยู่นานๆ ต้องซื้ออาหารแขกกินทุกมื้อคงเบื่อแย่ ท่านเลยทำกินเองดีกว่า หลายอย่างที่นี่แม้แต่พระก็ต้องปรับตัวให้ได้ เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เป็นธรรมดา

  

            สนทนากับพระอาจารย์ ระหว่างพักให้อาหารย่อยสักครู่ พวกเราก็ออกไปเดินเล่น และช็อปปิ้งกัน โดยมีพระอาจารย์นำทางให้ในฐานะเจ้าถิ่น พระอาจารย์พาทัวร์มหาวิทยาลัยเดลลี ในมุมต่างๆ ทั้งอาคารสถานที่เรียน อนุสาวรีย์ของท่านอาจารย์ผู้ก่อตั้ง แม้แต่ห้องอาหาร ได้เห็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยที่ลงมานั่งล้อมวงเล่นไพ่กับภารโรง ซึ่งแยกไม่ค่อยออกว่าคนไหนอาจารย์ คนไหนภารโรงนะ (สำหรับที่อินเดียการเล่นไพ่เค้าไม่ผิดกฎหมายนะ แต่ส่วนใหญ่เค้าไม่ได้เลยพนัน เค้าเล่นเหมือนเป็นเกมมากกว่า) เราได้เจอคนไทยด้วย คือคุณพ่อพาลูกชายสองคนมาส่งเรียนที่นี่ โดยมีคณะพระนักศึกษาเป็นผู้ติดต่อประสานงานและช่วยดูแลเด็กๆ ที่มาใหม่ให้ พ่อแม่ก็เลยอุ่นใจ แล้วก็ไม่ต้องกลัวโดนหลอกด้วย

  

ออกจากมหาวิทยาลัยฯ พวกเราก็ไปเดินเล่นกันต่อแถวตลาดจนเย็น ซื้อของบ้าง เขียนเฮนน่าบ้าง ชิมของกินบ้าง ได้ของติดไม้ติดมือนิดหน่อย แต่ได้เห็นอะไรเยอะแยะ แม้แต่น้ำมะนาวโซดาที่บรรจุในขวดรุ่นโบราณ ซึ่งเคยมีขายแถวสนามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 (ตามที่พ่อพี่ปลาเล่าให้ฟัง) ปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่ที่อินเดียยังมีใช้อยู่เลย ตั้งแต่เกิดมาเราก็เพิ่งเคยเห็น หลายอย่างในโลกที่คงไม่มีให้เห็นอีกแล้วในที่อื่นๆ เราก็จะได้เห็นที่อินเดียนี่แหละ

            พอตกเย็นเราก็เตรียมกลับไปเอาของที่บ้านพระอาจารย์ จริงๆ มันก็ทุ่มหนึ่งได้แล้วแหละ แต่ที่นี่ยังไม่มืดเลย แต่ละวันเลยรู้สึกว่ายาวนานเหลือเกิน ก่อนเข้าบ้านพระอาจารย์ เราแวะซื้อของสดที่ตลาดในหมู่บ้าน มีของสด ผักผลไม้ขายเหมือนตลาดนัดทั่วไป เราได้ของสดไปทำกับข้าวมื้อเย็นกินก่อนจะออกเดินทาง และเมนูของมื้อเย็นนี้พี่ปลาโชว์ฝีมือทำลาบไก่กัน แล้วก็เก็บของเหลือจากมื้อกลางวันให้หมดไม่เหลือซาก จัดการเก็บล้างให้เรียบร้อย แล้วก็แยกของที่จะฝากพระอาจารย์ไว้ และของใช้ที่ต้องเอาไป จากนั้นก็รอราชรถมารับ

            ประมาณสองทุ่มครึ่งรถโตโยต้า อีโนว่า 7 ที่นั่ง ก็มารับพวกเรา เพื่อเข้าโปรแกรมทัชมาฮาล โดยมีผู้ช่วยชาวอินเดียในทริปนี้ชื่อ “โซนุ” มาพร้อมกับพลขับ ซึ่งเราลืมถามชื่อ(ตามเคย) เก็บของขึ้นรถ แล้วนมัสการลาพระอาจารย์เรียบร้อย เราจะเจอพระอาจารย์อีกทีตอนวนกลับมาเที่ยวเดลลีในช่วงวันสุดท้ายของทริปก่อนกลับบ้าน พอออกจากบ้านพระอาจารย์ ก็มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติอินทิราคานธี เมืองนิวเดลี เพื่อรับสมาชิกอีก 2 คนที่มาจากเมืองไทย คือ ผึ้งและพี่ปราญช์

            เราไปถึงสนามบินประมาณ 4 ทุ่มกว่าๆ เครื่องเพิ่งลงพอดี (ผึ้งกับพี่ปราญช์มาเครื่องการบินไทย ตามเวลาจะออกจากสุวรรณภูมิ 18.05 ถึงเดลลี 20.40 น. แต่เครื่องออกช้าไปหน่อยนึง) ยืนรออยู่พักหนึ่งก็ยังไม่เห็นเป้าหมายของเรา แล้วผึ้งก็โทรเข้ามาบอกว่าถึงแล้ว จะออกมาแล้ว เราบอกให้เดินออกมาเลย พวกเรารออยู่ข้างหน้าแล้ว ผ่านไปอีกหลายนาทีก็ยังไม่เห็น เลยถามโซนุกว่าประตูทางออกมันมีกี่ประตู เค้าบอกมี 2 ประตู อ้าว! แล้วทำไมเพิ่งบอก แต่เค้าบอกว่าคนส่วนใหญ่จะออกทางนี้ สรุปว่าสมาชิกของเราเป็นคนส่วนน้อยน่ะ เพราะไปออกอีกทางหนึ่งจริงๆ ด้วย พอเจอกันเรียบร้อยครบองค์ประชุม เก็บของใส่รถแล้วก็มุ่งหน้าสู่โรงแรมที่พักคืนแรกตามโปรแกรมในเดลี

เราพักกันที่โรงแรม Regent Continental ห้องพักก็โอเค สะอาดใช้ได้ แต่แอร์เป็นแบบเก่าหน่อย ต้องเปิดสวิซจากหม้อแปลง แปลกไปอีกแบบ แต่ที่แย่คือห้องเราดันแอร์ไม่ทำงาน ต้องเรียกช่างมาซ่อมอีกพักใหญ่ ง่วงก็ง่วง พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นแต่เช้า แล้วยังต้องมารอซ่อมแอร์อีก ถ้ารู้ว่าจะนานขนาดนี้ ขอให้เปลี่ยนห้องไปตั้งแต่แรกดีกว่า แต่รู้สึกว่าห้องเค้าจะเต็มนะ เพราะห้องเรา 3 คน(เรา พี่ปลา และพลอย) ได้ห้องใหญ่มาก สงสัยห้องขนาดปกติจะไม่ว่าง เลยให้ห้องใหญ่เรา พอแอร์ซ่อมเสร็จ พวกเราก็ทยอยกันไปอาบน้ำนอนได้ พรุ่งนี้ต้องตื่นกันแต่เช้า ลงไปกินอาหารเช้า แล้วออกเดินทางไปเมืองอัครา ดินแดนแห่งทัชมาฮาล

 

 

วันที่ 2   วันพุธที่ 20 มิถุนายน 2550        

เดลี (Delhi) - อัครา (Agra) – ทัชมาฮาล (Taj Mahal) - อัครา ฟอร์ท (Agra Fort)

            6 โมงครึ่ง พร้อมกันที่ห้องอาหารของโรงแรม วันนี้มีบุฟเฟ่ต์ ไม่รู้ว่ามีเป็นปกติหรือเพราะว่าแขกเข้าพักเยอะ แต่แขกส่วนใหญ่(แขกจริงๆ) เค้าไม่กินอาหารเช้านะ เค้ากินกันตอนสายๆ หน่อย นอกจากเมนูทั่วไปของบุฟเฟ่ต์ พวกไข่สารพัดชนิด ขนมปัง ชา กาแฟแล้วก็มีพวกแคร็กเกอร์และโยเกิร์ตแบบที่แขกเค้านิยมกินกันด้วย และด้วยความหวังดี โซนุเลยสั่งข้าวต้มไว้ให้พวกเราด้วย แต่มันเป็นข้าวต้มธรรมดา ไม่ใช่ข้าวต้มเครื่อง เลยไม่รู้ว่าจะเอาข้าวต้มมากินกับอะไร นอกจากไข่เจียว แต่ข้าวต้มเค้าก็อร่อยนะ ซัดไข่กันไปหลายฟองกับขนมปังอีกจำนวนหนึ่ง พอเรียบร้อยจากอาหารเช้าพวกเราก็ขึ้นไปเก็บของลงมาเช็คเอาท์ และออกเดินทางสู่เมืองอัครา นครแห่งความรัก (คิดถูกแล้วที่ไม่เอาลงมาตั้งแต่แรก เพราะแขกที่เช็คเอาท์ก่อนพวกเราเอากระเป๋ามากองกันไว้เต็มพื้นที่เลย)

จากเดลีไปอัคราใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง นั่งรถไปได้ซักพัก พอ 9 โมงกว่าๆ เกือบ 10 โมง ก็ได้เวลาที่พลขับชาวแขกต้องกินอาหารเช้า พวกเราเลยได้เบรคไปในตัว ก่อนจะออกเดินทางต่อ บรรยากาศสองข้างทางในฤดูนี้ดูค่อนข้างแห้งแล้ง และร้อนระอุเอาการ แต่ก็ยังดีที่อุณหภูมิไม่สูงมาก เหมือนเส้นทางที่เราไปไหว้พระ 4 สังเวชนียสถาน วิถีชีวิตของผู้คนสองฝั่งถนนก็ดูแปลกตาไปจากที่เคยเห็นในเส้นทางอื่นๆ มีร้านขายของพื้นเมือง เริ่มมีผู้คนที่ใช้อูฐเป็นพาหนะ มีตลาดของแต่ละหมู่บ้านที่มีผลผลิตทั้งที่เหมือนและแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ดูแล้วก็แปลกตาและเพลินดีเหมือนกัน

เราไปถึงโรงแรมที่พัก Pushpa Villa ในอัคราประมาณเที่ยงกว่าๆ ไปถึงก็จัดการเติมพลังงานด้วยอาหารกลางวันกันก่อนเลย เดี๋ยวจะได้ออกไปเที่ยวทัชมาฮาลกันต่อ จากห้องอาหารของโรงแรมมองเห็นยอดทัชมาฮาลอยู่ไกลๆ แล้วก็เห็นมันค่อยๆ เคลื่อนที่ช้าๆ คือห้องอาหารนี้มันหมุนรอบตัวเองน่ะ เหมือนพื้นห้องตั้งอยู่บน Tran Table เราใช้เวลากินอาหารอยู่ประมาณชั่วโมงได้ รู้สึกว่าห้องมันจะหมุนกลับมาถึงที่เดิมพอดี

พวกเราเอาของขึ้นไปเก็บบนห้องและเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย แล้วก็ออกไปทัชมาฮาล ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมไม่กี่นาที แต่รถเข้าไปได้ไม่ถึงด้านหน้า เค้าจะมีจุดจอดรถให้ แล้วต้องต่อรถที่เค้าจัดไว้อีกทอด มีทั้งรถม้า รถแท็กซี่ และมินิบัส แต่รถก็ไม่ได้ส่งถึงที่นะ นั่งรถได้ไม่กี่นาทีก็ต้องลงแล้วเดินต่อเข้าไปอีก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะทำให้มันหลายทอดทำไม สงสัยแค่อยากกระจายรายได้ให้คนในพื้นที่ทั่วถึงกันน่ะ 

เราเสียค่าเข้าทัชมาฮาลไปคันละ 500 รูปีกับอีก 5 ดอลล่าร์ (หรือจะจ่าย 750 รูปีเลยก็ได้นะ แต่คำนวณแล้วคิดว่าจ่ายแบบนี้ดีกว่า) ที่นี่ค่อนข้างตรวจตราเรื่องความปลอดภัยละเอียดมาก ห้ามเอาน้ำ ขนม ไฟฉาย ไฟแช็ค อาวุธทุกชนิดติดตามเข้าไปด้วย แม้แต่กระเป๋าใบใหญ่ๆ อย่างกระเป๋ากล้องของพวกเรายังเกือบไม่ให้เอาเข้าเลย แต่พอเช็คแล้วว่าเป็นแค่อุปกรณ์กล้อง เค้าก็ยอมให้เอาเข้าได้ พอซื้อตั๋วแล้วเค้าจะให้ถุงสวมรองเท้าคนละคู่ เพื่อจะได้ไม่ต้องถอดรองเท้า แต่เอาสวมเข้าไปเลย และมีน้ำขวดเล็กๆ ให้คนละขวดด้วย (สำหรับชาวอินเดียเค้าเสียค่าเข้าแค่ 20 รูปีเองนะ ราคาแตกต่างกันหลายเท่าเหลือเกิน แต่จะไม่ได้ถุงสวมรองเท้าและน้ำ เค้าก็จะถอดรองเท้าไว้ด้านล่างก่อนขึ้นไปบนทัชมาฮาล)

 

พอเข้าพ้นประตูด้านหน้าไปก็เห็นฝูงชนจำนวนมากอยู่ภายในแล้ว แถมวันนี้ฟ้ายังไม่เป็นใจอีกด้วย มีเมฆครื้มๆ ฟ้ามัวๆ อยู่ตลอดเวลา เสียดายจัง ไม่ได้เห็นทัชมาฮาลวันฟ้าใส แต่ถ้าฟ้าสวยก็จะแปลว่าอากาศร้อนมากนะสำหรับฤดูนี้ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างจริงๆ

ทัชมาฮาล (Taj Mahal) เป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่เป็นอมตะ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สร้างขึ้นด้วยอนุภาพแห่งรักของเจ้าชายชาร์จาฮาน ที่มีต่อพระนางมุมตัส มาฮาล มเหสี ทำจากหินอ่อนสีขาวประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่า และได้รับการยกย่องว่าเป็นไข่มุกแห่งอัครา เป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่สวยที่สุดในโลก และเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา เราเข้าไปถึงประตูสู่ทัชมาฮาลประมาณบ่าย 2 โมง และนัดเวลากันว่าจะออกมาเจอกันตรงนี้ตอนประมาณ 4 โมงเย็น เพื่อไปต่อกันที่อัครา ฟอร์ท แล้วเราก็แยกย้ายกันไปเก็บภาพความงดงามของทัชมาฮาลในมุมต่างๆ กันตามแต่ใจ

 

นับจากประตูทางเข้าด้านหน้าทัชมาฮาล ก็สร้างความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการและสวยงามได้อย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่งพอก้าวผ่านประตูเข้าไปแล้วได้เห็นทัชมาฮาลอยู่ตรงหน้ายิ่งทำให้รู้สึกว่าที่นี่เป็นสุดยอดแห่งประดิษฐกรรมมนุษย์จริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมทัชมาฮาลจึงได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพราะทั้งความยิ่งใหญ่ ความสวยงาม ความโดดเด่น อีกทั้งความพิเศษในหลายๆ ด้านที่รวมเป็นหนึ่งเดียวนี่เอง ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรค่าแก่การมาเยือน และยลด้วยตาตัวเองสักครั้ง

 

ความพิเศษที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยของทัชมาฮาลนั้นมีมากมาย อย่างหอคอยที่ล้อมอยู่ทั้ง 4 ด้านของทัชมาฮาล ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่ามันเอียงออกด้านนอกเล็กน้อย และความตั้งใจที่ทำให้หอคอยเอียงออกก็เพื่อว่าคาดวันใดที่เกิดแผ่นดินไหว และหอคอยพังทลายล้มลง มันจะได้ไม่ล้มไปทับทัชมาฮาล แต่ล้มออกด้านนอกแทน รอบคอบสุดๆ  ส่วนตัวหนังสือบนประตูทางเข้าสู่ด้านในโดมของทัชมาฮาล มีความพิเศษตรงที่ไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหน จะแหงนหรือเงยสักเท่าใด เราก็จะมองเห็นตัวหนังสือทุกตัวมีขนาดเท่ากัน สามารถอ่านได้เหมือนอ่านตัวหนังสือที่อยู่บนแนวระนาบเดียวกันเลย น่าอัศจรรย์มั้ยล่ะ พอเข้าไปด้านในโดมของทัชมาฮาล หินสีสันต่างๆ ที่เราเห็นประดับประดาเป็นลวดลายอยู่ในหินอ่อนนั้น ถ้าใช้ไฟฉายส่องดูจะเห็นว่ามันดูโปร่งแสง และสะท้อนสีสันที่ดูสดใสขึ้นมา สวยมาก (เจ้าหน้าที่เค้าส่องให้ดูนะ ส่องเองไม่ได้เพราะเค้าห้ามพกไฟฉาย ไฟแช็คเข้ามาด้วย) และด้วยคุณสมบัติของหินอ่อน อุณหภูมิภายในทัชมาฮาลจะเย็นเมื่อข้างนอกอากาศร้อน และจะอุ่นเมื่ออากาศข้างนอกเย็น ส่วนมุมทั้งแปดด้านภายในทัชมาฮาล ก็ทำให้เสียงที่เปร่งออกมาสะท้อนก้องอยู่ภายใน มีแขกหลายกลุ่มลองตะโกนดู แต่เราไม่ได้ลองนะ เพราะคิดว่ามันไม่ควรน่ะ ก็ด้านในนี้มีโลงที่บรรจุพระศพของเจ้าชายชาร์จาฮาน และพระนางมุมตัส มาฮาลอยู่ด้วย แล้วมาส่งเสียงดังรบกวนแบบนี้ คงไม่ดีแน่ (ความจริงพระศพของทั้งสองพระองค์นั้นไม่ได้อยู่ในโลงที่วางอยู่ในทัชมาฮาล และฝังอยู่ลึกลงไปใต้พื้นในตำแหน่งเดียวกันกับโลงนั่นแหละ)  

  

ด้านซ้ายของทัชมาฮาล มีมัสยิดที่สวยงามซึ่งยังคงใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนาอยู่จนปัจจุบัน โดยเฉพาะในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ทัชมาฮาลปิด(ก็คงเพราะเหตุผลที่มีการทำละหมาดใหญ่ที่มัสยิดนี้แหละ) ส่วนด้านขวาของทัชมาฮาลมีรูปแบบสถาปัตกรรมเหมือนกันกับมัสยิดแต่ทำเป็นที่ประทับรับรองพระมหากษัตริย์และพระญาติที่มาจากต่างเมืองในสมัยก่อน

เข้าไปชมด้านในทัชมาฮาลได้สักพัก เราก็ออกมาเดินถ่ายรูปกันด้านนอกต่อ สิ่งก่อสร้างแต่ละอย่างของอินเดีย ยิ่งใหญ่อลังการและวิจิตรงดงามจริงๆ อย่างหนึ่งคงเพราะจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาล แผ่นดินก็กว้างใหญ่ มีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ทุกอย่างจึงล้วนอำนวยต่อการสร้างสรรค์ผลงานที่โลกตะลึง เก็บภาพยังไม่ทันหนำใจ พระพิรุณก็เริ่มโปรยปรายลงมา แย่จัง ต้องเก็บลูกชาย(กล้องคู่ใจ) ลงกระเป๋าแล้ว เดี๋ยวโดนฝนแล้วเค้าจะป่วย พอได้เวลาก็ออกมาที่จุดนัดหมาย รวมพลครบแล้ว เราก็ออกเดินทางสู่จุดหมายต่อไปกันเลย